1. หน้าหลัก
  2. อัปเดตการตลาด
  3. 9 สิ่งที่ควรทำ เมื่อ SEO ปัง แต่ยอดขายดันแป้ก
เผยแพร่เมื่อ: กุมภาพันธ์ 28, 2024

9 สิ่งที่ควรทำ เมื่อ SEO ปัง แต่ยอดขายดันแป้ก

Table Of Contents

เป้าหมายของการทำ SEO ที่แท้จริง ไม่ได้หยุดอยู่แค่การทำให้เว็บไซต์ติดอันดับบนหน้าแรกของ Google เท่านั้น ยังรวมถึงการนำมาซึ่ง Lead และยอดขาย ให้แก่ธุรกิจด้วย ซึ่งเราพบว่ามีธุรกิจไม่น้อยเลยที่ทำ SEO ไปแล้ว เว็บไซต์ติดอันดับดีมาก แต่ปัญหาก็คือ Traffic ที่เข้ามาไม่ได้ทำให้ Lead เพิ่มขึ้น หรือเกิดยอดขายสูงจนทำให้ธุรกิจเติบโตขึ้นไปกว่าเดิมเลย

สถานการณ์แบบนี้ปล่อยไว้ให้ยืดเยื้อต่อไปคงไม่ดีแน่ ดังนั้น มาทำความเข้าใจและเริ่มลงมือเปลี่ยน Traffic ให้กลายเป็นยอดขายและ Quality Lead ไปพร้อม ๆ กับแองก้าด้วย 9 กลยุทธ์ที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อนในบทความนี้กันได้เลย!

1. ปรับปรุง User Experience

User Experience

User Experience (UX) หรือประสบการณ์ของผู้ใช้งานบนเว็บไซต์เป็นอีกส่วนหนึ่งที่หลาย ๆ คนอาจละเลยไป สิ่งนี้มีความสำคัญไม่แพ้ส่วนอื่น ๆ เลย เพราะการที่ผู้ใช้งานได้รับประสบการณ์ที่ดีบนเว็บไซต์ของเรา จะทำให้พวกเขาใช้เวลาอยู่บนเว็บไซต์นานขึ้น มีการกดคลิกเข้าไปดูหน้าต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง (ลด Bounce Rate) พึงพอใจกับสิ่งที่ได้รับบนเว็บไซต์ มีแนวโน้มในการสั่งซื้อสินค้าสูงขึ้น (ยอดขายโตขึ้น) และทุกอย่างที่กล่าวมาก็ล้วนส่งผลที่ดีต่ออันดับ SEO ทั้งสิ้น โดยคุณสามารถปรับปรุง UX ตามคำแนะนำต่อไปนี้ได้เลย

  • เพิ่มพื้นที่ว่างบนหน้าเว็บไซต์ (White Space)
  • ปรับปรุงความเร็วในการโหลดหน้าเว็บ (Page Speed)
  • เพิ่มปุ่ม Call to Action (CTA) และทำให้มันโดดเด่นขึ้น
  • ปรับเว็บไซต์ให้สามารถแสดงผลบนทุกอุปกรณ์ได้ (Responsive Design)
  • ปรับ Layout ของหน้าต่าง ๆ ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน
  • แก้ปัญหาลิงก์เสียหรือ 404 Not Found

2. ปรับเว็บไซต์ให้เหมาะกับการปิดการขาย

ปรับปรุงเว็บไซต์

เมื่อ SEO ช่วยดึง Lead หรือผู้ใช้งานให้เข้ามาอยู่บนเว็บไซต์ของคุณแล้ว ก็ถึงเวลาเปลี่ยนพวกเขาเหล่านั้นให้กลายเป็นลูกค้าของคุณอย่างสมบูรณ์แล้ว และนี่คือ 3 สิ่งที่จะช่วยให้เว็บไซต์ของคุณเหมาะกับการปิดการขายเป็นที่สุด!

1. Blog

Blog หรือหน้าบทความต่าง ๆ เป็นหน้าที่ดึงดูดผู้เข้าชมได้ดีที่สุด เพราะเป็นหน้าที่เราเขียนบทความ SEO และสอดแทรกคีย์เวิร์ด (Keyword) ลงไป นอกจากการเขียนเนื้อหาอย่างมีคุณภาพแล้ว อย่าลืมเพิ่มปุ่ม Call to Action เข้าไปในบทความด้วย เช่น ปรึกษาฟรี!, จองโปรโมชัน, เช็กดีลเด็ดก่อนใคร ฯลฯ รวมถึงการเพิ่มแบนเนอร์สินค้า/บริการเข้าไป เพื่อให้ผู้ใช้งานที่สนใจในสินค้า/บริการของเราสามารถไปดูรายละเอียดเพิ่มเติม และสามารถสั่งซื้อได้เลย

2. Landing Page

Landing Page เป็นหน้าเว็บที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อจุดประสงค์ใดจุดประสงค์หนึ่ง อาทิ ทำ Lead Generation, กระตุ้นให้เกิดการสั่งซื้อสินค้าหรือเพิ่ม Conversion, โปรโมตสินค้าหรือบริการใหม่, เพิ่มยอดผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรม หรืออื่น ๆ  ต้องบอกว่าหน้า Landing Page เป็นหน้าหลักที่ใช้ในการปิดการขายเลยก็ว่าได้

หากพบว่าหน้า Landing Page ของคุณไม่สามารถปิดการขายได้ตามที่คาดหวังเอาไว้ให้ทำ A/B Testing เพื่อทดสอบว่าหน้า Landing Page แบบไหนให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่ากัน แนะนำให้ปรับแต่งในส่วนของ Layout การจัดวางเนื้อหา, ปุ่ม CTA, ข้อความหรืออะไรก็ตามที่ทำให้ผู้อ่านรู้สึกอยาก Action ออกไป

3. Content

Content (เนื้อหา) ที่อยู่บนหน้าสินค้า หน้าบริการ หรือหน้า Landing Page ควรถูกปรับปรุงให้ชัดเจน กระชับ และเข้าใจได้ทันที พร้อมกับมีประโยคที่ดึงดูดใจจนอยากจับจองซื้อสินค้าในทันที แนะนำให้คุณดึง Copywriter เข้ามาร่วมงานในโปรเจกต์นี้ด้วย จากนั้นให้ทำ A/B Testing และปรับแต่งไปจนกว่าจะมี Conversion Rate สูงขึ้น

3. แก้ไขหน้าที่มีเนื้อหาและคีย์เวิร์ดไม่ตรงกัน

Keyword Research

สำหรับเว็บไซต์ที่มีการเขียนบทความให้ความรู้ต่าง ๆ หรือบทความที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ชมอยู่ แต่คีย์เวิร์ดที่ดึง Traffic เข้ามากลับไม่สอดคล้องกับเนื้อหาในหน้านั้นเลย แนะนำให้คุณปรับตามนี้ เพื่อกระตุ้นให้เกิด Engagement และเพิ่มโอกาสในการขายสินค้า

  1. เพิ่มปุ่ม Call to Action ไว้ด้านบนของเว็บไซต์ (อ่านต่อที่นี่, จองด่วน ก่อนหมดโปรฯ, ซื้อเลย คุ้มชัวร์, ลงทะเบียนได้ที่นี่, ทดลองใช้ฟรี, สั่งซื้อ คลิก! ฯลฯ)
  2. เพิ่มวิดีโอที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาในหน้านั้น หรือวิดีโอที่เกี่ยวกับสินค้า/บริการ ไว้ในส่วนบนของเนื้อหา เพื่อดึงดูดให้พวกเขาคลิกชมวิดีโอและโดนโน้มน้าวใจแบบไม่รู้ตัว
  3. ปรับปรุงเนื้อหาและคีย์เวิร์ด เช่น กำหนดคีย์เวิร์ดให้ชัดเจน, เขียนเนื้อหาให้ตรงกับคีย์เวิร์ด, ปรับปรุง Meta Tag ให้มีคีย์เวิร์ดที่ต้องการประกอบ หรือปรับโครงสร้างเนื้อหาให้เป็นระเบียบมากขึ้น เป็นต้น

4.ปรับปรุงคุณภาพของเนื้อหา

Content Optimize

บางบริษัทอาจจะมีการทำเว็บไซต์มานานมากแล้ว จนทำให้มีบทความเป็นร้อย ๆ ชิ้นอยู่บนหน้าเว็บไซต์ เก่าบ้างใหม่บ้างปะปนกันไป คุณควรเข้าไปตรวจสอบเนื้อหาของบทความเก่า ๆ ด้วยว่าเป็นบทความที่มีคุณภาพ มีเนื้อหาครอบคลุมในเรื่องนั้น ๆ แล้วหรือยัง รวมทั้งอัปเดตข้อมูลให้มีความสดใหม่ด้วย เพราะผู้ค้นหาทั้งหลายรวมถึงตัว Google เอง ชื่นชอบเนื้อหาที่มีการอัปเดตอยู่เสมอ ยิ่งเนื้อหาสดใหม่ มีคุณภาพ และเข้ากับยุคสมัยมากเท่าไหร่ ยิ่งส่งผลให้คะแนนเว็บไซต์และอันดับ SEO ของคุณดียิ่งขึ้นเท่านั้น

เริ่มจากตรวจเช็กทุกบทความและแยกออกเป็นกลุ่มต่าง ๆ เช่น บทความที่มีเนื้อหาดีอยู่แล้ว, บทความที่ควรเพิ่มเนื้อหา และบทความที่ตัดออกไปได้ เพราะมีหน้าที่ดีกว่ามาแทนที่แล้ว จากนั้นสามารถดำเนินการปรับปรุงเนื้อหาตามนี้ได้เลย

  • บทความที่มีเนื้อหาดีอยู่แล้ว : ถ้าอันดับดีก็ไม่จำเป็นต้องปรับปรุงอะไร แต่ถ้าอันดับยังไม่ดีให้ลองอัปเดตปี ( เช่น เปลี่ยนจาก 2023 ไป 2024) หรือเช็กเว็บไซต์ของคู่แข่งว่าเรายังขาดอะไรบ้าง และเพิ่มเติมในส่วนนั้นลงไป
  • บทความที่ควรปรับปรุง : เพิ่มเนื้อหาให้ดีและครอบคลุมในเรื่องนั้น ๆ มากกว่าเดิม และอย่าลืมเขียนเนื้อหาให้ตรงตามเกณฑ์ E-E-A-T Factor ที่ Google ออกมาแนะนำด้วย
  • บทความที่ตัดออกไปได้ : ลบออกไป หรือทำ Redirect ไปยังหน้าใหม่ที่มีเนื้อหาครอบคลุมกว่า

5. วิเคราะห์และใช้ข้อมูลเพื่อเพิ่มยอดขาย

การใช้ Data ช่วยเพิ่มยอดขาย

นำข้อมูลที่มีมาวิเคราะห์หาสาเหตุว่าทำไมยอดขายถึงไม่ดีขึ้นเลย? เช่น ขั้นตอนการซื้อสินค้ายุ่งยาก, เว็บไซต์ไม่เป็นที่น่าไว้วางใจ, สินค้าราคาสูงเกินไป, หน้าเว็บไซต์ดูไม่น่าสนใจ, มี Traffic เข้ามาน้อย, เว็บไซต์ใช้งานยาก ฯลฯ โดยการใช้เครื่องมืออย่าง Google Analytics และอื่น ๆ เข้ามาช่วย

ตัวอย่างรูปแบบของข้อมูลที่ถูกนำมาใช้งาน

  • Analytics : แหล่งที่มาของข้อมูล, อัตราการเข้าชมเว็บไซต์, พฤติกรรมผู้ใช้งาน
  • Server logs : กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับ Server ทั้งหมดที่เกิดขึ้นบนเว็บไซต์ เช่น Error 404
  • Heatmaps : กิจกรรมบนหน้าเว็บไซต์ที่เกิดขึ้นจากผู้ใช้งาน เช่น การคลิก หรือการเลื่อนเมาส์ เป็นต้น

6. เพิ่มสิ่งที่สามารถการันตีความน่าเชื่อถือได้

รางวัลการันตีความสำเร็จ

ความน่าเชื่อถือคือสิ่งที่สำคัญมากในการดำเนินธุรกิจ นอกจากการบอกต่อของผู้ใช้บริการจริง และการสร้างตัวตนบนโลกออนไลน์ผ่าน Social Media แล้ว คุณควรมีสิ่งยืนยันเพื่อการันตีว่าคุณคือผู้เชี่ยวชาญในด้านนั้น ๆ อย่างแท้จริงประกอบด้วย เพื่อทำให้ความน่าเชื่อถือของคุณนำหน้าคู่แข่งไปอีกก้าวและได้รับความไว้วางใจจากลูกค้ามากขึ้น เช่น

  • เพิ่มใบประกอบวิชาชีพ
  • เพิ่มโลโก้หรือองค์กรที่คุณเป็นพาร์ทเนอร์ด้วย
  • แสดงเอกสารหรือใบอนุญาตต่าง ๆ 
  • โชว์ผลงานและรางวัลที่คุณได้รับ (ตัวอย่าง : รางวัลที่แองก้าได้รับ)
  • แนบลิงก์บทความหรือคอนเทนต์ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของคุณ
  • บอกรายละเอียดของสินค้าและบริการอย่างชัดเจน ไม่หมกเม็ด

7. โฟกัสไปที่การทำ Local SEO

ทำ Local SEO

Local SEO คือการทำให้เว็บไซต์และธุรกิจของคุณไปปรากฏอยู่ในผลการค้นหาตามพื้นที่ต่าง ๆ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งหนทางในการทำให้ธุรกิจของคุณเติบโตในพื้นที่ที่ร้านของคุณตั้งอยู่ เพราะจะช่วยให้กลุ่มเป้าหมายค้นหาคุณเจอได้ง่ายมากขึ้น ซึ่งจะทำให้ Lead และ Conversion Rate สูงขึ้นตามไปด้วย

วิธีทำ Local SEO ฉบับเริ่มต้น

  • เพิ่มคีย์เวิร์ดระบุเจาะจงเฉพาะพื้นที่ลงไปบนเว็บไซต์ หรือเขียนเป็นบทความขึ้นมา (ชื่อสินค้า/บริการ + พื้นที่) เช่น รับทำ SEO กรุงเทพฯ, ร้านอาหารเกาหลี ทองหล่อ, ร้านนวด สีลม หรือคลินิกกดสิว บางแค เป็นต้น
  • ปรับแต่งและใส่ข้อมูลใน Google My Business พร้อมปักหมุด Google Maps
  • ใส่ข้อมูลธุรกิจ (ชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ อีเมล) ให้ตรงกันบนทุกช่องทาง
  • ลงทะเบียนและสร้างตัวตนบน Web Directory ต่าง ๆ เช่น Wongnai ที่รวบรวมพิกัดร้านอาหารเอาไว้มากมาย เป็นต้น

8. ทำ A/B Testing สร้างโอกาสเพิ่ม Conversion

AB Testing

ทำ A/B Testing หรือทดสอบหน้าเว็บไซต์ 2 รูปแบบ เพื่อดูว่าหน้าไหนมีการดึงดูดให้ลูกค้าซื้อสินค้ามากที่สุด เช่น เปลี่ยนสีปุ่ม CTA จากสีแดงเป็นสีเขียว, เปลี่ยนข้อความใน CTA ให้กระแทกใจมากขึ้น, เปลี่ยนการจัดวางเนื้อหาบนหน้าเว็บไซต์ ฯลฯ สำหรับการปรับปรุงในส่วนนี้ให้ทำงานร่วมกับ SEO Specialist เพื่อให้ SEO Specialist ช่วยวิเคราะห์หน้าเว็บไซต์ แนะนำการแก้ไขและวัดผลลัพธ์ต่อไป

9. สร้างความไว้วางใจด้วย Social Proof

Social Proof

จากการวิจัยของ Bazaarvoice พบว่า 87% ของการตัดสินใจซื้อเริ่มต้นมาจากการหาข้อมูลผ่านทางออนไลน์ และกว่า 88% ล้วนเชื่อถือรีวิวบนโลกออนไลน์มากพอ ๆ กับคำแนะนำจากคนใกล้ชิดในโลกออฟไลน์ ดังนั้น Social Proof หรือบทพิสูจน์ทางสังคม จึงเป็นอีกสิ่งหนึ่งทางที่ช่วยสร้างความไว้วางใจและเพิ่มแนวโน้มในการตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น ซึ่งคุณสามารถเริ่มต้นสร้าง Social Proof ได้โดยวิธีการดังต่อไปนี้

  • ขอรีวิวจากลูกค้าจริงที่ซื้อสินค้าไปหรือเคยเข้ามาใช้บริการ
  • นำรีวิวจากลูกค้าที่ได้รับ (ในทางที่ดี) มาโชว์บนเว็บไซต์
  • เขียน Case Study หรือกรณีศึกษาของเคสต่าง ๆ เพื่อให้ผู้ชมเห็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง
  • แชร์เรื่องราวความสำเร็จ หรือรางวัลที่ได้รับบนทุกช่องทาง
  • ให้ผู้มีอิทธิพลบนโลกออนไลน์ (Influencer หรือ KOL ในด้านต่าง ๆ ) ช่วยรีวิวสินค้า/บริการจากประสบการณ์จริง และแชร์ลงบนช่องทางของพวกเขา

บทสรุป

สรุปได้ว่าเว็บไซต์เราที่ติดอันดับดี ๆ บน Google จากการทำ SEO ไม่ใช่สิ่งที่สามารถนำมาการันตีได้เลยว่า Conversion Rate จะดีขึ้นไปด้วย เนื่องจาก SEO มีเป้าหมายหลักคือการดึงคนเข้ามาที่เว็บไซต์และสร้าง Traffic เท่านั้น ส่วนยอดขายจะเกิดขึ้นหรือไม่ และผู้ใช้งานจะกระทำอะไรต่อไป ขึ้นอยู่กับ User Experience และปัจจัยอื่น ๆ ประกอบกัน ดังนั้น ถ้าคุณอยากให้ SEO ดีด้วย ยอดขายพุ่งด้วย และมี Lead เข้ามาอย่างต่อเนื่อง คุณควรปรับปรุงเว็บไซต์ด้วย 9 วิธีที่เราได้แนะนำไปในบทความนี้!

อย่างไรก็ตามหากคุณพบปัญหาในการทำ SEO อยู่ล่ะก็ สามารถรับคำปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญ (SEO Specialist) จากแองก้าได้เลย! ที่ไลน์ @ANGA ทั้งนี้ยังรวมไปถึงผู้ที่ต้องการสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจจากการทำการตลาดออนไลน์ด้วยกลยุทธ์อื่น ๆ ด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น Social Media Marketing, Content Marketing หรือการยิงโฆษณาบนช่องทางต่าง ๆ อย่าง Google Ads, Facebook Ads, Instagram Ads, YouTube Ads และ TikTok Ads ด้วย

ANGA บริษัทรับทำ SEO

ขอบคุณข้อมูลจาก Search Engine Land

ขอบคุณภาพจาก Optimizely, CreatorDB, Postmedia Solutions

บทความที่เกี่ยวข้อง

HubSpot คืออะไร? ช่วยดูแลธุรกิจ ครบจบในตัวเดียวจริงไหม?

สำหรับการทำธุรกิจในยุคนี้ ทีมที่องค์กรขาดไปไม่ได้เลยคือทีมการตลาดและทีมขาย ทั้งสองทีมนี้ต้องทำงานร่วมกัน ในการดึงลูกค้าเข้ามาและปิดการขาย แต่ด้วยความที่ต่างทีมต่างมีลำดับขั้นตอนและรายละเอียดของเนื้องา
18

Google Analytics 4 คืออะไร ต่างจากเวอร์ชันเก่าอย่างไร

Google Analytics (GA) เป็นเครื่องมือที่มีความสำคัญมาก สำหรับนักการตลาดและแบรนด์ที่มีเว็บไซต์เป็นของตัวเอง เพราะ GA จะช่วยให้คุณรู้จักกลุ่มเป้าหมายที่เข้ามาใช้งานบนเว็บไซต์มากขึ้น และทำให้คุณได้ข้อมูล
13

Technical SEO คืออะไร? กับ 8 เทคนิคการปรับปรุงฉบับพื้นฐาน

Search Engine Optimization (SEO) เป็นกลยุทธ์ทางการตลาดที่จะช่วยให้เว็บไซต์ของคุณติดอันดับบน Google ได้อย่างยั่งยืนและนำมาซึ่งผลลัพธ์ด้านการเติบโตของธุรกิจ ซึ่งการทำ SEO จะประกอบไปด้วยฝั่งของ On-Page S
15
th