1. หน้าหลัก
  2. อัปเดตการตลาด
  3. Google Analytics 4 คืออะไร ต่างจากเวอร์ชันเก่าอย่างไร
Google Analytics 4 คืออะไร
เผยแพร่เมื่อ: เมษายน 1, 2024

Google Analytics 4 คืออะไร ต่างจากเวอร์ชันเก่าอย่างไร

Table Of Contents

Google Analytics (GA) เป็นเครื่องมือที่มีความสำคัญมาก สำหรับนักการตลาดและแบรนด์ที่มีเว็บไซต์เป็นของตัวเอง เพราะ GA จะช่วยให้คุณรู้จักกลุ่มเป้าหมายที่เข้ามาใช้งานบนเว็บไซต์มากขึ้น และทำให้คุณได้ข้อมูล เพื่อนำไปใช้ในการวางกลยุทธ์ทางการตลาดที่มีประสิทธิภาพต่อไป แต่ตอนนี้ไม่มี GA เวอร์ชันเดิมหรือ Universal Analytics (UA) อีกต่อไป เพราะ Google ได้เปิดตัว “Google Analytics 4 (GA4)” ที่เป็นเวอร์ชันใหม่ ออกมาให้ใช้งานกันทั่วโลกแล้ว

Google Analytics 4 หรือชื่อเดิมคือ App and Web Property มีความแตกต่างจาก GA เวอร์ชันเดิมในหลาย ๆ ด้าน เรียกได้ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เลยก็ว่าได้ ทั้งในด้านของศักยภาพในการวิเคราะห์ข้อมูล, โมเดลข้อมูลที่นำมาใช้, การรายงานสรุปผลที่เจาะลึกมากขึ้น และอื่น ๆ อีกมากมาย บอกได้เลยว่าครบเครื่องกว่าเดิมมาก ดังนั้น เรามาทำความเข้าใจว่า Google Analytics 4 คืออะไร และมีความแตกต่างจากเวอร์ชันเก่าอย่างไร ในบทความนี้ไปพร้อม ๆ กับแองก้าได้เลย! 

Google Analytics 4 คืออะไร

Google Analytics 4 คือเครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูลแบบครบวงจร ที่จะช่วยให้คุณเก็บข้อมูลของผู้ใช้งานบนเว็บไซต์และแอปพลิเคชันได้อย่างไร้รอยต่อ โดยที่ไม่ต้องเสียเวลามานั่งคำนวณหรือเปรียบเทียบข้อมูลที่มาจากเครื่องมือแตกต่างกันเหมือนที่ผ่านมา และยังทำให้คุณได้ข้อมูลที่มีความแม่นยำสูง เพื่อนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย

จุดเด่นของ Google Analytics 4

  • ใช้ข้อมูลตามเหตุการณ์ (Event) แทนข้อมูลตามเซสชัน (Session) เพื่อวัดระยะเวลาการใช้งานเว็บไซต์ของผู้ใช้งานแต่ละคน
  • รองรับการวัดผลและประเมินพฤติกรรมของผู้ใช้งานแบบที่ไม่จำเป็นต้องใช้ Cookie เพื่อควบคุมความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งาน
  • ช่วยให้คุณได้รู้จักและเข้าใจ Customer Journey (เส้นทางการซื้อสินค้าของลูกค้า) อย่างละเอียด
  • สามารถคาดการณ์พฤติกรรมของผู้ใช้งานและ Conversion ได้ โดยที่ไม่ต้องอาศัยโมเดลที่ซับซ้อนอย่าง Machine Learning

Google Analytics 4 ต่างจากเวอร์ชันเก่าอย่างไร

Google Analytics 4 ต่างจากเวอร์ชันเก่าอย่างไร

Google Analytics 4 แตกต่างจาก Google Analytics เวอร์ชันเก่า ตรงที่มีความครอบคลุมในการเก็บรวบรวมข้อมูลและมีการเจาะลึกในด้านของการวิเคราะห์ข้อมูลที่ละเอียดมากขึ้น สามารถตรวจสอบข้อมูลแบบเรียลไทม์ได้ สามารถวัดผลได้แม่นยำขึ้น และยังมีฟีเจอร์ใหม่ ๆ เพิ่มเข้ามาอีกเพียบ แต่ในเรื่องของความยากในการใช้งานก็เรียกได้ว่ายากกว่าเวอร์ชันเก่าในระดับหนึ่งเลยทีเดียว ใครที่ยังไม่เคยใช้อาจจะต้องมาเรียนรู้กันใหม่ตั้งแต่แรกเลย (อ่านวิธีติดตั้ง GA4) และนี่คือความแตกต่างของ Google Analytics 4 กับเวอร์ชันเดิม ๆ ที่คุณเคยใช้มา

การวิเคราะห์แบบ Cross-platform

การวิเคราะห์แบบ Cross-platform บน Google Analytics 4 คือฟีเจอร์ที่จะช่วยให้คุณสามารถติดตามพฤติกรรมของผู้ใช้งานที่อยู่บนแพลตฟอร์มและอุปกรณ์ต่าง ๆ ได้ในที่เดียว เพื่อแก้ปัญหาความไม่แม่นยำของข้อมูลที่เคยเกิดขึ้นกับ GA เวอร์ชันก่อน ผ่านการใช้งาน Firebase SDK (ชุดเครื่องมือสำหรับนักพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการติดตามข้อมูลบนอุปกรณ์ต่าง ๆ )

เพราะก่อนที่จะมี GA4 คุณจะต้องติดตามข้อมูลพฤติกรรมลูกค้าบนเว็บไซต์และแอปพลิเคชันด้วยเครื่องมือคนละตัวกัน ทำให้ข้อมูลของผู้ใช้งานคนเดียวกันที่เข้าไปใช้งานทั้งเว็บไซต์และแอปพลิเคชันถูกเก็บมาแยกกัน หรือนับว่าเป็น 2 คนแทนที่จะเป็นคนเดียว

ซึ่งการวิเคราะห์แบบ Cross-platform บน Google Analytics 4 จะทำให้คุณได้เห็น Customer Journey หรือพฤติกรรมของผู้ใช้งานได้ครบทุกขบวนการ ไม่ว่าพวกเขาจะผ่านการใช้งานบนแพลตฟอร์มไหนหรืออุปกรณ์ใดมาก่อนก็ตาม

เก็บข้อมูลได้ครบถ้วนกว่าเดิม

Google Analytics เวอร์ชันเก่าจะเน้นไปที่การเก็บข้อมูลเชิงประชากรศาสตร์ (Demographics) และข้อมูลเชิงจิตวิทยา (Psychographics) เป็นหลัก ไม่ได้มีการเก็บข้อมูลเชิงพฤติกรรมของผู้ใช้งาน (Behavior) ที่ละเอียดมากพอ ทำให้ประสิทธิภาพของข้อมูลไม่ได้สูงและนำไปใช้วิเคราะห์ต่อยอดได้อย่างแม่นยำมากนัก

แต่ใน Google Analytics 4 นี้ มีการโฟกัสไปที่การเก็บข้อมูลเชิงพฤติกรรมของผู้ใช้งานมากขึ้น จึงทำให้นักการตลาดและแบรนด์เข้าใจพฤติกรรมของผู้ใช้งานละเอียดมากขึ้น สามารถนำไปคาดการณ์พฤติกรรมและแนวโน้มในการซื้อสินค้าของลูกค้าในอนาคตได้อีกด้วย

ให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัวมากขึ้น

บน Google Analytics เวอร์ชันเก่าจะมีการเก็บข้อมูลผู้ใช้งานผ่าน Cookie (ผู้ใช้ต้องกดยอมรับการใช้งานคุกกี้ เราถึงจะได้ข้อมูลของพวกเขามาใช้งาน) แต่ในช่วงพักหลัง ๆ ผู้ใช้งานส่วนใหญ่ไม่ยินยอมให้ใช้งานคุกกี้ Google จึงได้คิดวิธีการวัดผลใหม่ ที่ไม่ต้องอาศัยคุกกี้อีกต่อไป และยังเคารพความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งานมากขึ้นด้วย ซึ่งวิธีการนั้นอยู่ใน Google Analytics 4 นั่นเอง

  • เก็บข้อมูลแบบ Event-Based เพื่อติดตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบนเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน แทนที่จะเก็บข้อมูลแบบ Session-Based เหมือนเวอร์ชันเดิม
  • นำ Machine Learning มาวิเคราะห์ข้อมูล Event เพื่อคาดการณ์พฤติกรรมของผู้ใช้งาน โดยที่ไม่ต้องอาศัยการใช้งานคุกกี้
  • ใช้โมเดลข้อมูลแบบ User-Centric เน้นเก็บข้อมูลของ User ID แทนที่จะเก็บข้อมูลอุปกรณ์ เพื่อให้นักการตลาดสามารถติดตามพฤติกรรมของผู้ใช้งานข้ามอุปกรณ์ได้อย่างไร้รอยต่อ

การแสดงข้อมูลแบบ Real-time

คุณสามารถติดตามพฤติกรรมของผู้ใช้งานได้แบบเรียลไทม์ ผ่านการใช้งาน Real-time Report บน Google Analytics 4 ซึ่งมีข้อดีตรงที่จะทำให้นักการตลาดเข้าใจพฤติกรรมของผู้ใช้งานในขณะนั้นมากขึ้น พบปัญหาที่ผู้ใช้งานเจอและสามารถแก้ไขได้ทันทีทันใด รวมทั้งยังช่วยให้คุณได้ไอเดียในการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์มากขึ้นอีกด้วย โดยฟีเจอร์นี้จะแสดงข้อมูลของจำนวนผู้ใช้งาน, หน้าเว็บไซต์ที่กำลังเปิดดู, เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น (การกรอกข้อมูล หรือการคลิกที่ปุ่มต่าง ๆ ) และแสดง Conversion ที่เกิดขึ้น

สรุปเรื่อง Google Analytics 4 คืออะไร

Google Analytics 4 คือเครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูลเวอร์ชันล่าสุดจาก Google ที่สามารถรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลบนเว็บไซต์และแอปพลิเคชันได้ในเครื่องมือเดียว โดยจะเน้นไปที่การเก็บข้อมูลเชิงพฤติกรรมมากขึ้น มีการเก็บข้อมูลแบบ Event-Based และเก็บข้อมูล User ID แทนการใช้ Cookie ด้วย ทำให้คุณสามารถเข้าถึง Customer Journey ได้ครบทุกขั้นตอน จากนั้นก็สามารถนำไปวิเคราะห์แผนการตลาด ปรับกลยุทธ์ และคาดการณ์แนวโน้มของผู้ใช้งานได้อย่างละเอียดมากขึ้นกว่าเดิม

บทความที่เกี่ยวข้อง

Search Engine คืออะไร มีอะไรบ้าง และแบ่งออกเป็นกี่ประเภท?

หลาย ๆ คนคงจะเคยเห็นคำว่า “Search Engine (เสิร์ชเอนจิน)” ผ่านตามาบ้างแล้ว จากการอ่านบทความหรือฟังพอดแคสต์ที่พูดถึงการทำ SEO (Search Engine Optimization) ซึ่งเป็นกลยุทธ์ทางการตลาดที่มุ่งเน้นการเพิ่ม Or
5

ทำ SEO Facebook ดันเพจให้ติดอันดับ เพิ่ม Conversion รัว ๆ

ในตอนนี้การทำ SEO ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่บนเว็บไซต์เท่านั้น แพลตฟอร์ม Social Media อย่าง Facebook, Lemon8, Twitter, Instagram ฯลฯ ก็สามารถติดอันดับการค้นหาบนหน้าการค้นหาของ Google หรือ SERP ( Search Eng
7

SEO สายขาว สายเทา สายดำ คืออะไร ต่างกันอย่างไรมาดูกัน

หากคุณเป็นนักการตลาดออนไลน์ คงจะรู้จักการทำ SEO ผ่านหูผ่านตามาบ้างแล้ว ว่าการทำ SEO คือกลยุทธ์การปรับแต่งเว็บไซต์ให้มีคุณภาพ เพื่อให้เว็บไซต์ติดอันดับบน Search Engine และเรียก Organic Traffic เข้ามาสู
11
th