1. หน้าหลัก
  2. อัปเดตการตลาด
  3. Google Keyword Planner เครื่องมือฟรีที่คุณไม่ควรพลาด!
Google keyword planner
เผยแพร่เมื่อ: พฤศจิกายน 17, 2023 | แก้ไขเมื่อ: มกราคม 11, 2024

Google Keyword Planner เครื่องมือฟรีที่คุณไม่ควรพลาด!

Table Of Contents

การทำการตลาดผ่าน Search Engine (SEM : Search Engine Marketing) เป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพและสามารถสร้างการเติบโตให้แก่ธุรกิจได้อย่างเห็นได้ชัด ซึ่งไม่ว่าจะเป็นการทำ SEO แบบ Organic หรือจะเป็นการทำ Google Ads แบบเสียค่าใช้จ่ายก็ตาม ทั้งสองสิ่งนี้อาจไม่สำเร็จได้หากคุณเลือกใช้งาน Keyword ผิด ด้วยเหตุนี้การทำ Keyword Research ก่อนลงมือทำส่วนอื่น ๆ จึงเป็นเรื่องที่คุณควรให้ความสำคัญเป็นอย่างแรก
และในวันนี้ ANGA จะมาแนะนำให้คุณรู้จักกับเครื่องมือในการทำ Keyword Research ที่ชื่อว่า “Google Keyword Planner” ซึ่งเป็นเครื่องมือฟรีจาก Google นั่นเอง นอกจากจะช่วยให้คุณได้พบคีย์เวิร์ดที่ใช่แล้ว ยังช่วยให้คุณได้ค้นพบไอเดียในการทำคอนเทนต์ใหม่ ๆ อีกด้วย หากพร้อมแล้วเราไปดูกันได้เลยว่า Google Keyword Planner คืออะไร? มีประโยชน์มากแค่ไหน? พร้อมวิธีการสมัครและวิธีการใช้งานแบบครบจบในบทความเดียว!

Google Keyword Planner

Google Keyword Planner คือ เครื่องมือวางแผนการใช้งานคีย์เวิร์ด หรือใช้สำหรับการทำ Keyword Research เพื่อให้ได้คีย์เวิร์ดสำหรับการยิงโฆษณา Google Ads ที่แม่นยำและตรงกับกลุ่มเป้าหมายมากที่สุด และสำหรับนำไปเขียนบทความ SEO เพื่อดันอันดับเว็บไซต์ให้ติดหน้าแรกของการค้นหาอย่างมีประสิทธิภาพ

โดยที่คุณสามารถเข้าไปใช้งาน Google Keyword Planner ได้ฟรี ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ เพียงแค่สมัครบัญชี Google Ads เพื่อลงชื่อเข้าใช้งานเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องมีการทำโฆษณาจริง หรือผูกบัตรเครดิตใด ๆ เลย

1. ให้คุณเข้าไปที่ https://ads.google.com และกด “ลงชื่อเข้าใช้” บริเวณมุมขวาบน

วิธีสมัคร Google Keyword Planner 1)

2. กดไปที่ “NEW GOOGLE ADS ACCOUNT

วิธีสมัคร Google Keyword Planner 2

3. คลิกที่ “Create your first campaign” และเลือก “Create an account without a campaign” เพื่อกรอกข้อมูลเกี่ยวกับธุรกิจของคุณ แต่ไม่ต้องผูกบัตรเครดิตเพื่อสร้างแคมเปญใด ๆ

วิธีสมัคร Google Keyword Planner 3

4. ตั้งค่าข้อมูลตามภาพ จากนั้นให้กด “Submit

วิธีสมัคร Google Keyword Planner 4

5. ทุกอย่างพร้อมให้คุณเริ่มใช้งาน Google Keyword Planner แล้ว!

วิธีสมัคร Google Keyword Planner 5

เมื่อคุณสมัครบัญชี Google Ads เรียบร้อยแล้ว คุณจะสามารถเข้าถึงเครื่องมือต่าง ๆ ได้ รวมถึง Keyword Planner ด้วยเช่นกัน ซึ่งจะแบ่งฟีเจอร์ให้ใช้งาน 2 แบบด้วยกัน คือ Discover new keywords และ Get search volume and forecasts ดังภาพประกอบด้านล่างนี้ และสำหรับวิธีใช้ Google Keyword Planner นั้น ไม่ยากอย่างที่คิด เดี๋ยวเราจะมาสอนวิธีใช้งานแบบเข้าใจได้ง่าย ๆ ดูแล้วทำตามได้เลยกัน!

วิธีใช้ Google Keyword Planner

วิธีใช้ Discover new keywords

Discover new keywords คือ ฟีเจอร์ที่จะช่วยให้คุณค้นพบคีย์เวิร์ดใหม่ ๆ ที่คนกำลังให้ความสนใจอยู่ในขณะนั้น เพื่อให้คุณสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย ที่มีความสนใจเกี่ยวกับสินค้าและบริการของธุรกิจคุณได้

Discover new keywords
Discover new keywords

ตัวอย่างภาพ

วิธีใช้งานฟีเจอร์ Discover new keywords ให้คุณเข้าไปที่ Discover new keywords จะพบกล่องข้อความดังภาพข้างต้น จากนั้นให้ใส่คีย์เวิร์ดที่ต้องการ (สูงสุด 10 คีย์เวิร์ด) หรือใส่ลิงก์เว็บไซต์ที่คุณต้องการดูคีย์เวิร์ด และกด “Get Results” เพื่อแสดงผลลัพธ์

วิธีใช้ Discover new keywords

ผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นข้อมูลเกี่ยวกับคีย์เวิร์ดที่คุณได้ทำการค้นหาและคีย์เวิร์ดอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง (Keyword Ideas) ซึ่งจะประกอบไปด้วยข้อมูลดังต่อไปนี้

  • Avg. monthly searches : ปริมาณการค้นหาโดยเฉลี่ยต่อเดือน
  • Three month change : แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงภายในช่วง 3 เดือน
  • YoY change : การเปรียบเทียบปริมาณการค้นหาแบบรายเดือน ของเดือนล่าสุดเทียบกับเดือนเดียวกันในปีที่ผ่านมา
  • Competition : ระดับการแข่งขันของคีย์เวิร์ดนั้น ๆ แบ่งเป็น 3 ระดับ คือ สูง กลาง และต่ำ
  • Ad impression share : โอกาสที่โฆษณาของเราจะถูกแสดงผล หรืออัตราส่วนในการแสดงโฆษณาของคุณกับคู่แข่ง
  • Top of Page Bid (Low Range) : ราคาประมูล (Bid) เฉลี่ยที่ต่ำที่สุด ของอันดับบน ๆ ของหน้าการค้นหา
  • Top of Page Bid (High Range) : ราคาประมูล (Bid) เฉลี่ยที่สูงที่สุด ของอันดับท้าย ๆ ของหน้าการค้นหา

วิธีใช้ Get search volume and forecasts

เมื่อคุณได้คีย์เวิร์ดจาก Discover new keywords มาแล้วต้องการทำโฆษณา Google Ads ให้เข้ามาที่ฟีเจอร์ Get search volume and forecasts กันต่อเลย ซึ่งฟีเจอร์นี้จะเป็นการเช็ก Search Volume ของคีย์เวิร์ดแต่ละคำ และช่วยให้คุณคาดเดาประสิทธิภาพของแคมเปญโฆษณาของคุณได้ล่วงหน้า เพื่อตรวจสอบให้แน่ใจว่าคีย์เวิร์ดคำไหนควรนำไปทำโฆษณาหรือไม่อย่างไร

Get search volume and forecasts

เมื่อคุณใส่คีย์เวิร์ดเรียบร้อยแล้ว ให้คลิกที่ “Get started” ได้เลย จากนั้น Google Keyword Planner ก็จะแสดงค่าต่าง ๆ ออกมาให้คุณพิจารณาและประเมินงบประมาณในการยิงโฆษณา โดยประกอบไปด้วยค่าต่าง ๆ ดังนี้

  • Clicks : จำนวนคลิกทั้งหมดที่มีคนกดโฆษณา
  • Impressions : จำนวนครั้งที่มีการแสดงผลของโฆษณา
  • Cost : ต้นทุนค่าใช้จ่ายในการโฆษณา
  • CTR (Click Through Rate) : อัตราการคลิกต่อการแสดงผลของโฆษณา

Avg. CPC (Average Cost Per Click) : ราคาเฉลี่ยของการคลิกโฆษณา 1 ครั้ง

วิธีใช้ Get search volume and forecasts

และหลังจากที่คุณประเมินคีย์เวิร์ดและงบประมาณเรียบร้อยแล้ว คุณสามารถเริ่มแคมเปญโฆษณาได้เลย โดยกดไปที่ปุ่ม “Create campaign” ด้านขวามือดังภาพข้างต้น

แองก้าขอแนะนำ 3 เทคนิคเด็ดในการใช้ Google Keyword Planner ให้มีประสิทธิภาพสูงที่สุด และให้ประโยชน์แก่ธุรกิจของคุณแบบจัดเต็ม ดังนี้!

1. ใช้หาไอเดียใหม่ ๆ พร้อมเจาะคีย์เวิร์ดของคู่แข่ง

เทคนิคการใช้  Google Keyword Planner ที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลย นั่นก็คือการค้นหาไอเดียใหม่ ๆ เพื่อนำมาทำคอนเทนต์ต่าง ๆ ซึ่งคุณสามารถนำไอเดียคีย์เวิร์ดที่ได้ไปทำคอนเทนต์ได้ทุกช่องทางบนโลกออนไลน์ ทั้งนำไปทำ Ad Copy, เขียน Caption, เขียนบทความ, ทำกราฟิกดีไซน์ หรือผลิตวิดีโอในเรื่องนั้น ๆ ก็ได้เช่นกัน

เข้าไปที่ Discover New Keywords > พิมพ์คีย์เวิร์ดที่ต้องการลงไป > กด Get Result > จากนั้น Google Keyword Planner จะแสดงไอเดียคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้องให้ หรือถ้าคุณอยากรู้ว่าคู่แข่งของคุณใช้คีย์เวิร์ดอะไรบ้าง คุณก็สามารถกรอกคีย์เวิร์ด พร้อมระบุเว็บไซต์คู่แข่งลงไปในช่อง “Enter a site to filter unrelated keywords” ได้เลย

2. ค้นหาคีย์เวิร์ดที่แม่นยำยิ่งขึ้น

จากการทำ Keyword Research ด้วยคีย์เวิร์ดคำกว้าง ๆ ที่ไม่เฉพาะเจาะจง (Generic Keyword) คุณอาจจะได้ไอเดียใหม่ ๆ  ในการทำคอนเทนต์ก็จริง แต่อาจจะไม่ได้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างแม่นยำมากนัก

ลองใช้คีย์เวิร์ดที่ยาวขึ้น หรือพวกประโยคคำถามอย่าง “ทำ SEO ที่ไหนดี”,  “บริษัทรับทำ SEO ในไทย 2024 ” หรือ “วิธีการทำ On-page SEO อย่างละเอียด” ดู และคุณจะพบว่ามันสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่มีความสนใจในเรื่องนั้น ๆ อย่างแท้จริง และพร้อมที่จะจ่ายเงินให้แก่คุณมากขึ้นกว่าคีย์เวิร์ดสั้น ๆ 

บทความแนะนำ : Keyword คืออะไร? มีกี่ประเภท?

3. เพิ่มประสิทธิภาพให้แก่การทำ Local SEO

อย่างที่เราเห็นว่า Search Volume ของคีย์เวิร์ดแต่ละคำที่ปรากฏขึ้นใน Google Keyword Planner ที่เราใช้กันนั้นเป็น “ปริมาณโดยรวมของทั่วประเทศไทย” ไม่ใช่ “ปริมาณที่มีการค้นหาจริงในแต่ละพื้นที่” 

ดังนั้น เพื่อให้คุณได้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่ที่คุณต้องการได้อย่างแม่นยำ และวางแผนในการทำการตลาดได้อย่างเหมาะสม คุณควรรู้ว่าคีย์เวิร์ดแต่ละคำ มีปริมาณการค้นหามากน้อยเพียงใดในแต่ละพื้นที่ เพียงแค่คุณกดเปลี่ยน Location จาก Thailand เป็นพื้นที่ที่คุณต้องการเท่านั้นเอง เรียกได้ว่าเทคนิคนี้เป็นประโยชน์ต่อผู้ที่ทำ Local SEO อย่างมาก!

เทคนิคการใช้ Google Keyword Planner

สำหรับบัญชีที่ไม่ได้มีการทำแคมเปญโฆษณาร่วมด้วย หรือบัญชีที่เปิดมาเพื่อทำ Keyword Research ของฝั่ง SEO เท่านั้น (เวอร์ชันฟรี) จะมีข้อจำกัดอยู่ 2  ประการ คือ 

  1. ตัวเลขค่าเฉลี่ยของ Search Volume ที่แสดงจะไม่เฉพาะเจาะจงหรือชัดเจน หรือการแสดงผลเป็นค่าโดยประมาณแทน เช่น 1,000-10,000 เป็นต้น (ถ้ามีการยิงโฆษณาด้วยตัวเลขจะเป็น 590, 880, 1,000 ฯลฯ)
  2. ไม่สามารถดูกราฟและ Breakdown ข้อมูลได้

Google Keyword Planner เป็นเครื่องมือที่จะช่วยให้การทำงานในส่วนของ SEO และ Google Ads ของคุณง่าย สะดวก และรวดเร็วมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม ซึ่งการทำ Keyword Planner นี้ ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ของการทำการตลาดออนไลน์ที่มีความสำคัญไม่แพ้กลยุทธ์อื่น ๆ เลย เพราะถ้าคุณเลือกคีย์เวิร์ดได้ดี ธุรกิจของคุณก็มีชัยเหนือคู่แข่งไปกว่าครึ่งแล้วนั่นเอง!

บทความที่เกี่ยวข้อง

Search Engine คืออะไร มีอะไรบ้าง และแบ่งออกเป็นกี่ประเภท?

หลาย ๆ คนคงจะเคยเห็นคำว่า “Search Engine (เสิร์ชเอนจิน)” ผ่านตามาบ้างแล้ว จากการอ่านบทความหรือฟังพอดแคสต์ที่พูดถึงการทำ SEO (Search Engine Optimization) ซึ่งเป็นกลยุทธ์ทางการตลาดที่มุ่งเน้นการเพิ่ม Or
5

ทำ SEO Facebook ดันเพจให้ติดอันดับ เพิ่ม Conversion รัว ๆ

ในตอนนี้การทำ SEO ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่บนเว็บไซต์เท่านั้น แพลตฟอร์ม Social Media อย่าง Facebook, Lemon8, Twitter, Instagram ฯลฯ ก็สามารถติดอันดับการค้นหาบนหน้าการค้นหาของ Google หรือ SERP ( Search Eng
7

SEO สายขาว สายเทา สายดำ คืออะไร ต่างกันอย่างไรมาดูกัน

หากคุณเป็นนักการตลาดออนไลน์ คงจะรู้จักการทำ SEO ผ่านหูผ่านตามาบ้างแล้ว ว่าการทำ SEO คือกลยุทธ์การปรับแต่งเว็บไซต์ให้มีคุณภาพ เพื่อให้เว็บไซต์ติดอันดับบน Search Engine และเรียก Organic Traffic เข้ามาสู
8
th