หลังจากที่ ANGA (แองก้า) ได้สรุป Insights ทิศทาง AI Search กันไปแล้ว มาดูในฝั่งของ Paid Ads ที่งาน Google Marketing Live 2026 กันบ้าง เมื่อ Google เดินหน้าผสาน AI เข้ากับระบบโฆษณาอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งการเปิดตัว AI Max และการยกระดับ PMax ให้มีบทบาทสำคัญใน AI Mode รวมถึงการปรับระบบจัดสรรงบประมาณและการทำงานของแคมเปญให้ขับเคลื่อนด้วย AI มากกว่าที่เคย การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้กำลังบังคับให้นักการตลาดต้องปรับกลยุทธ์ยิงแอด เพื่อรักษาประสิทธิภาพและความสามารถในการแข่งขันเอาไว้ให้ได้มากที่สุด
จากการตั้งค่าโฆษณาแบบ Manual สู่การขับเคลื่อนด้วย AI
Google ระบุว่า AI Max for Search Campaigns ช่วยเพิ่ม Conversion ได้กว่า 27% โดยเปลี่ยนจากการตั้งค่าแคมเปญแบบ Manual มาใช้ AI วิเคราะห์ Search Intent พร้อมปรับข้อความโฆษณาและกลยุทธ์การประมูลราคาแบบเรียลไทม์ ให้สอดคล้องกับบริบทการค้นหาและบทสนทนาบน AI Mode ช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงผู้ใช้งานที่มีแนวโน้มตัดสินใจมากที่สุด

การประกาศครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า ทิศทางของ Google Ads กำลังเปลี่ยนจากการบริหารแคมเปญแบบ Manual สู่การให้ AI ช่วยตัดสินใจมากขึ้น แม้ Google จะไม่ได้บังคับให้ผู้ลงโฆษณาเปลี่ยนมาใช้ AI Max หรือ PMax โดยตรง แต่ในทางปฏิบัติ หากแบรนด์ยังคงพึ่งพา Search Ads แบบเดิมเพียงอย่างเดียว ก็มีโอกาสพลาดการเข้าถึงผู้ใช้งานที่ค้นหาข้อมูลประกอบการตัดสินใจผ่าน AI Mode ซึ่งกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว โดย AI Max จะวิเคราะห์บริบทของบทสนทนาก่อนเลือกนำเสนอสินค้าหรือบริการที่ใช่ที่สุด ในจังหวะที่เหมาะสมที่สุด
สำหรับแบรนด์ที่กังวลเรื่องภาพลักษณ์ หรือกลัวว่า AI จะนำชื่อแบรนด์ไปพูดในทางที่ผิด Google ยังได้ส่งฟีเจอร์ AI Brief เข้ามาช่วยควบคุมข้อความที่ AI สร้างขึ้น ให้สอดคล้องกับภาพลักษณ์และ Tone of Voice ของแบรนด์

Demand-Led Budget Pacing กลยุทธ์ประมูลราคาที่ไม่ยอมปล่อยให้เงินนิ่ง
อีกหนึ่งแนวคิดสำคัญที่ Google นำเสนอคือ Demand-led Budget หรือการให้งบโฆษณาปรับตามความต้องการของตลาด โดยเปิดโอกาสให้ Google AI ตรวจจับสัญญาณ Demand แบบเรียลไทม์ พร้อมจัดสรรงบประมาณและการประมูลให้สอดคล้องกับโอกาสในการสร้าง Conversion ในแต่ละช่วงเวลา
คุณกัณฐิกา แววสว่าง - Performance Media Team Lead ผู้เชี่ยวชาญด้านการรับทำ Google Ads ของ ANGA (แองก้า) ได้แชร์ว่า “แนวคิดนี้สะท้อนว่าในวันที่ตลาดมีความต้องการสูง แบรนด์ไม่ควรจำกัดงบประมาณจน AI พลาดโอกาสเข้าถึงลูกค้าที่มีแนวโน้มซื้อสูง แต่ควรปล่อยให้ระบบใช้ข้อมูลและสัญญาณแบบเรียลไทม์ เพื่อใช้ทุกงบประมาณโฆษณาได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด”

Google ได้นำแนวคิดนี้มาต่อยอดเป็นฟีเจอร์ใหม่คือ Demand-Led Budget Pacing ที่ช่วยจัดสรรงบประมาณระหว่างแคมเปญโดยอัตโนมัติ AI จะตรวจจับสัญญาณความต้องการของตลาดแบบเรียลไทม์ และโยกงบไปยังแคมเปญที่มีโอกาสสร้าง Conversion สูงที่สุดในขณะนั้น ซึ่งกระบวนการทั้งหมดจะเกิดขึ้นภายในระดับมิลลิวินาที จึงตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดได้เร็วกว่าการปรับงบด้วยตัวเองหลายเท่า กลยุทธ์นี้จะใช้ได้ผลเป็นพิเศษใน 2 สถานการณ์นี้ คือ
- Double Date Campaigns เช่น 7.7, 8.8, 9.9 หรือ 11.11 ที่ความต้องการของผู้บริโภคพุ่งสูงในช่วงเวลาสั้นๆ AI จะเร่งจัดสรรงบให้แคมเปญที่กำลังสร้างผลลัพธ์ เพื่อไม่ให้ธุรกิจพลาดโอกาสขายจากข้อจำกัดด้านงบประมาณยิงแอด
- High-Competition Industries เช่น ธุรกิจการเงิน ธนาคาร บัตรเครดิต หรือสินเชื่อ ที่ผู้บริโภคมักค้นหาข้อมูลกันในช่วงเวลาเฉพาะเจาะจง เช่น ช่วงปลายปี หรือช่วงที่อัตราดอกเบี้ยเปลี่ยน โดย AI จะปรับงบประมาณและกลยุทธ์การประมูลแบบเรียลไทม์ เพื่อให้แบรนด์แข่งขันได้ในจังหวะที่สำคัญที่สุด และเพิ่มโอกาสสร้าง Conversion ที่มีคุณภาพ
Google ผลักดัน YouTube และ Demand Gen อย่างจริงจังใน Southeast Asia
นอกจากนี้ Google ยังย้ำว่า YouTube ยังคงเป็นแพลตฟอร์มวิดีโออันดับ 1 ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และกำลังมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในกลยุทธ์การตลาดที่ขับเคลื่อนด้วย AI โดยเฉพาะการนำความสามารถด้าน Multimodality มาใช้กับ YouTube Ads เพื่อให้ AI เข้าใจและผสานข้อมูลจากทั้งข้อความ ภาพ เสียง และวิดีโอในการเลือกแสดงโฆษณาที่เหมาะกับผู้ชมแต่ละคน

นอกจากนี้ Google ยังเปิดเผยว่า การใช้ Google Search ควบคู่กับ YouTube สร้างผลตอบแทนจากการลงทุนโฆษณาหรือ ROAS สูงกว่าแพลตฟอร์มอื่นถึง 37% และ YouTube ยังช่วยเพิ่ม Purchase Intent ได้สูงกว่าแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอื่นถึง 1.3 เท่า สะท้อนให้เห็นว่า YouTube ไม่ได้เป็นเพียงช่องทางสร้างการรับรู้ แต่เป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างชัดเจน

นอกจากนี้ YouTube ยังเป็นช่องทางที่สามารถเข้าถึงกลุ่มผู้ชมที่แตกต่างจากแพลตฟอร์มวิดีโอสั้นอื่นๆ ได้อย่างมีนัยสำคัญ โดย Google เปิดเผยว่า 54% ของผู้ใช้งาน YouTube Shorts ไม่ได้ใช้งาน Instagram Reels สะท้อนให้เห็นถึงโอกาสในการเข้าถึงผู้ชมกลุ่มใหม่ที่แบรนด์อาจไม่สามารถเข้าถึงได้จากแพลตฟอร์มอื่น ขณะเดียวกันยังมีตัวเลขที่น่าสนใจอีกว่า
- YouTube Ads สามารถเพิ่ม Revenue ได้สูงถึง 7.4% และสร้าง ROAS สูงขึ้นถึง 1.46 เท่า
- แคมเปญ Demand Gen สามารถเพิ่ม Conversion Lift ได้เฉลี่ย 20%
ตัวเลขเหล่านี้สอดคล้องกับแนวโน้มของตลาด Southeast Asia ที่ Affiliate Commerce กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว และผู้บริโภคมีแนวโน้มค้นพบสินค้า รับชมคอนเทนต์ และตัดสินใจซื้อภายใน Ecosystem เดียวมากขึ้นกว่าเดิม
เตรียมธุรกิจให้พร้อมกับกลยุทธ์การตลาดที่ขับเคลื่อนด้วย AI
การเปิดเผย Insights และทิศทางของ Google ในงาน Google Marketing Live 2026 ถือเป็นมากกว่าการอัปเดตฟีเจอร์ใหม่ แต่สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของโลกการตลาดดิจิทัล เมื่อ AI กำลังเข้ามามีบทบาทตั้งแต่การค้นหา การแสดงโฆษณา ไปจนถึงการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค สำหรับนักการตลาดและเจ้าของธุรกิจ การทำความเข้าใจศักยภาพของ AI Max และ Performance Max (PMax) บน AI Mode จึงไม่ใช่แค่การเรียนรู้เครื่องมือใหม่ แต่คือการเตรียมกลยุทธ์ให้รองรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคในยุคนี้ เพราะการปรับตัวได้เร็วจะช่วยให้ธุรกิจเข้าถึงลูกค้าได้อย่างแม่นยำ ใช้งบโฆษณาได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันในวันที่ AI กลายเป็นกลไกสำคัญของการตลาดนั่นเองครับ






