บอกเลยว่าการทำ SEO ในปี 2026 ท้าทายกว่าเดิมมาก ไม่ใช่แค่การแข่งขันเพื่อชิงพื้นที่หน้าแรกบน Google เท่านั้น แต่มาของ AI Search ได้เปลี่ยนพฤติกรรมการค้นหาของผู้ใช้งานปอย่างมาก ความแม่นยำของข้อมูลในทุกขั้นตอนจึงเป็นหัวใจสำคัญ หากใครยังใช้การคาดเดาข้อมูลเพื่อทำเว็บ อาจทำให้สู้กับคู่แข่งได้ยาก เสียทั้งโอกาสทางธุรกิจและเสียเวลาในการทำอีกด้วย ทีม SEO Specialist ของแองก้า จึงได้รวบรวม 25 เครื่องมือ SEO ฟรี ที่เอเจนซี่มักเลือกใช้งาน ครอบคลุมทั้งด้าน Technical, Content และ Off-page เหมาะสำหรับเจ้าของธุรกิจที่อยากเริ่มทำ SEO ด้วยตัวเอง หรือทีม Marketing ที่กำลังมองหาตัวช่วยเพื่อยกระดับเว็บไซต์ให้เหนือกว่าคู่แข่งโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย

คุณธีรวัชร เกียรติธีราภิวัฒน์ - SEO Specialist ผู้เชี่ยวชาญด้านการรับทำ SEO ของ ANGA (แองก้า) ได้แชร์ว่า

“ความสำคัญของการใช้ SEO Tools คือการเปลี่ยนสมมติฐานให้เป็นกลยุทธ์ที่วัดผลได้จริง เครื่องมือเหล่านี้จะช่วยให้ธุรกิจมองเห็นข้อมูลสำคัญที่เราไม่สามารถเดาขึ้นมาเองได้ เช่น โครงสร้างเชิงลึกทั้งหมดของเว็บไซต์ หรือพฤติกรรมที่แท้จริงของผู้ใช้งาน การเลือกใช้เครื่องมือที่ถูกต้องจะช่วยลดระยะเวลาลองผิดลองถูก และเพิ่มโอกาสในการสร้าง Conversion และเพิ่มโอกาสทางธุรกิจได้อย่างมีนัยสำคัญเลยครับ”

25 เครื่องมือ SEO ครอบคลุมทุกขั้นตอนทำเว็บให้ติดหน้าแรก

ทำ SEO ด้วยเครื่องมือ SEO ฟรี

1. Google Search Console

เครื่องมือพื้นฐานที่คนทำ SEO ทุกคนต้องมี เหมือนเป็นการตรวจสุขภาพเว็บไซต์โดยตรงจาก Google โดยหน้าที่หลักของ Google Search Console (GSC) คือ การตรวจสอบว่า Google Bot เข้ามาเก็บข้อมูล (Index) เว็บไซต์เราได้ครบถ้วนหรือไม่ พร้อมแจ้งเตือนปัญหา Technical ที่อาจขัดขวางการติดอันดับ ความเจ๋งของ GSC คือการเป็นแหล่งข้อมูลที่แม่นยำที่สุดที่ช่วยบอกว่า

  • User เข้าเว็บเราผ่าน Keyword คำว่าอะไร (Query)
  • หน้าไหนได้รับความนิยมสูงสุด (Top Pages)
  • อัตราการคลิก (CTR) 
  • อันดับเฉลี่ย (Average Position)  

ข้อมูลเชิงลึกเหล่านี้จะช่วยให้คุณมองเห็นจุดอ่อน และโอกาสในการปรับปรุงเนื้อหาให้ตอบโจทย์ Google ได้อย่างแม่นยำ หากขาด GSC ไป เราก็แทบไม่รู้เลยว่า Google มองเห็นเว็บเราเป็นยังไง

2. Google Analytics 4

Google Analytics 4 (GA4) จะบอกเราว่า เมื่อคนเข้ามาแล้ว พวกเขาทำอะไรบ้าง เป็นเครื่องมือวิเคราะห์พฤติกรรมผู้ใช้งานที่ทรงพลังที่สุด หน้าที่สำคัญคือการวัดผลลัพธ์ทางธุรกิจ เช่น ยอดขาย (Conversions), การกรอกฟอร์ม (Leads), หรือระยะเวลาที่คนอยู่บนเว็บ (Engagement Time) ในมุมของ SEO ปี 2026 ที่ Google ให้ความสำคัญกับ User Experience มากขึ้น ข้อมูลจาก GA4 จะช่วยให้เรารู้ว่า 

  • Traffic ที่เข้ามานั้นมีคุณภาพจริงหรือไม่
  • หน้าไหนที่มี Bounce Rate สูงผิดปกติจนต้องรีบแก้ไข 
  • User Journey ของลูกค้าสะดุดที่ตรงไหน 

การใช้ GA4 วิเคราะห์ควบคู่กับการทำ SEO จะช่วยให้คุณไม่ได้แค่ยอดคนเข้า แต่เพิ่มโอกาสในการได้ยอดลูกค้าจริงๆ ด้วยครับ

3. Google Tag Manager

หน้าที่หลักของ Google Tag Manager (GTM) คือ เป็นตัวกลางในการจัดการโค้ดหรือ Tags ต่างๆ บนเว็บไซต์ เช่น Pixel Facebook, Google Ads Tag, GA4 Event โดยที่คุณไม่ต้องไปยุ่งกับหลังบ้าน หรือรบกวนทีม Developer ทุกครั้งที่ต้องการติดโค้ดใหม่ ความสำคัญของ GTM กับการทำ SEO คือความคล่องตัวและความเร็วของเว็บไซต์ เพราะการจัดการสคริปต์ผ่าน GTM ช่วยจัดระเบียบการโหลดโค้ดให้เป็นระบบ ไม่ทำให้เว็บอืดจนเสียคะแนน Core Web Vitals นอกจากนี้ยังช่วยให้เราตั้งค่าการวัดผล Event ต่างๆ เช่น ปุ่มคลิก, การดูวิดีโอ เพื่อนำไปวิเคราะห์ใน GA4 ได้อย่างละเอียดและแม่นยำยิ่งขึ้น

4. Google Keyword Planner

เดิมทีเป็นเครื่องมือสำหรับคนยิงโฆษณา แต่คนทำ SEO ก็นิยมใช้เพื่อหา Keywords และดูแนวโน้มการค้นหาในแต่ละช่วง หน้าที่หลักของ Google Keyword Planner คือการแสดงปริมาณการค้นหา (Search Volume) ของคีย์เวิร์ดแต่ละคำ และแนะนำคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้องให้เราเห็นภาพรวมของตลาด

ไม่ได้ยิงแอดใช้ Google Keyword Planner ได้มั้ย? เครื่องมือนี้ใช้ได้ทุกคนครับ แต่มีความแตกต่างเรื่องความละเอียดของข้อมูล หากคุณใช้บัญชีฟรีที่ไม่ได้มีการยิงโฆษณาจริง ข้อมูล Search Volume จะแสดงเป็นช่วงกว้างๆ เช่น 1K-10K ซึ่งอาจไม่เหมาะหากต้องการวางแผนอย่างละเอียด แต่ถ้าบัญชีมีการยิงโฆษณา ข้อมูลจะแสดงเป็นตัวเลขที่ชัดเจน อย่างไรก็ตาม สำหรับการเริ่มต้นหาไอเดียคีย์เวิร์ดและดูเทรนด์รายเดือน เวอร์ชันฟรีก็ยังถือว่ามีประโยชน์มากในการวางโครงสร้างเว็บเบื้องต้น

5. Google Trends

ในยุคที่เทรนด์ในแต่ละวันเปลี่ยนเร็วมาก Google Trends คือตัวช่วยสำคัญในการจับตาดูความเคลื่อนไหวของโลก หน้าที่ของมันคือ การแสดงความนิยมของคำค้นหาในช่วงเวลาต่างๆ แบบ Real-time หรือย้อนหลัง ความสำคัญต่อการทำ SEO คือ การช่วยให้เราจับจังหวะ (Seasonality) ได้ถูกต้อง เช่น สินค้าบางอย่างคนมักค้นหาช่วงไหนของปี เพื่อให้เราเตรียมคอนเทนต์ดักหน้าไว้ก่อนได้ทัน นอกจากนี้ยังใช้เปรียบเทียบความนิยมระหว่างแบรนด์หรือคีย์เวิร์ด 2 คำ ว่าคำไหนกำลังเป็นขาขึ้นหรือขาลง ช่วยให้ไม่เสียเวลาทำ SEO กับคำที่คนเลิกฮิตไปแล้ว และยังช่วยหาไอเดียทำ Content เกาะกระแส เพื่อดึง Traffic เข้าเว็บได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย

6. Google PageSpeed Insights

ความเร็วคือปัจจัยสำคัญอันดับต้นๆ ของการทำ SEO ซึ่ง Google PageSpeed Insights คือเครื่องมือวัดประสิทธิภาพความเร็วของเว็บไซต์โดยตรงจาก Google หน้าที่ของมันคือ การให้คะแนนความเร็วทั้งบน Mobile และ Desktop พร้อมวิเคราะห์เจาะลึกไปที่ค่า Core Web Vitals ได้แก่ 

  • LCP ความเร็วในการโหลดเนื้อหาหลัก
  • INP การตอบสนองต่อการกด
  • CLS ความนิ่งของหน้าเว็บ

ความสำคัญคือมันไม่ได้บอกแค่คะแนน แต่จะระบุจุดที่ต้องแก้ไขอย่างชัดเจน เช่น รูปภาพใหญ่เกินไป, โค้ด JavaScript เยอะเกินไป หรือ Server ตอบสนองช้า เพื่อให้เราส่งข้อมูลนี้ให้กับทีม Developer นำไปปรับปรุงเว็บให้เร็วขึ้น ซึ่งส่งผลดีโดยตรงต่ออันดับและประสบการณ์ผู้ใช้งานเว็บไซต์ที่ Google ให้ความสำคัญ

7. Google Rich Results Test

ปัจจุบันการแสดงผลบนหน้าค้นหาไม่ได้มีแค่ลิงก์สีน้ำเงิน แต่มีทั้งดาวรีวิว, รูปภาพสินค้า, สูตรอาหาร หรือเนื้อหาแบบ FAQ เครื่องมือ Google Rich Results Test มีหน้าที่ตรวจสอบว่าเว็บไซต์ของเรามีการติดตั้ง Structured Data หรือ Schema Markup ถูกต้องหรือไม่ ซึ่งมีความสำคัญมากกับการทำ SEO ในยุค AI Search นี้ เพื่อให้ Googlebot เข้าใจเนื้อหาของเราได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น 

ความสำคัญของเครื่องมือนี้คือ การช่วยตรวจสอบว่าโค้ดที่เราติดไปนั้น Google อ่านรู้เรื่องมั้ย และมีสิทธิ์ที่จะแสดงผลแบบพิเศษ (Rich Snippets) บนหน้า Search หรือไม่ การมี Rich Results จะช่วยเพิ่มพื้นที่การแสดงผล ดึงดูดสายตา และเพิ่มอัตราการคลิก (CTR) ได้อย่างมาก ซึ่งเป็นเทคนิคที่เอเจนซี่ใช้เพื่อเอาชนะคู่แข่งที่มีอันดับใกล้เคียงกัน

8. Google Looker Studio

Google Looker Studio (เดิมคือ Data Studio) คือเครื่องมือเปลี่ยนข้อมูลตัวเลขดิบๆ ให้กลายเป็น Dashboard ที่สวยงามและเข้าใจง่าย หน้าที่ของมันคือ การดึงข้อมูลจากแหล่งต่างๆ เช่น Google Search Console, Google Analytics 4, Google Sheets หรือ Google Ads มารวมไว้ในที่เดียวโดยอัตโนมัติ สำหรับเอเจนซี่และทีม Marketing เครื่องมือนี้ช่วยลดเวลาในการทำ Report รายเดือนได้อย่างมาก คุณสามารถสร้างกราฟสรุป Traffic, Keyword Ranking, หรือ Conversion Rate ส่งให้ลูกค้าหรือหัวหน้าดูได้แบบ Real-time ช่วยให้เห็นภาพรวมความสำเร็จ และจุดที่ต้องปรับปรุงต่อไปได้อย่างชัดเจนในหน้าเดียว

9. Rank Math

Rank Math เป็นปลั๊กอิน SEO สำหรับ WordPress ที่มาแรงและได้รับความนิยม หน้าที่ของมันคือ คอยกำกับดูแลการทำ On-Page SEO ในทุกๆ หน้าบทความ ซึ่งเวอร์ชันฟรีก็มีฟีเจอร์มาให้ครบและเพียงพอกับการทำ SEO ไม่ว่าจะเป็นการปรับแต่ง Title Tag, Meta Description, การตั้งค่า Sitemap, การเชื่อมต่อกับ Google Search Console หรือการทำ Redirects 

นอกจากนี้ยังมีระบบ Score ที่ช่วยวิเคราะห์บทความของเราแบบ Real-time โดยเฉพาะในเรื่องสำคัญอย่างการใส่ Keyword ในส่วนสำคัญต่างๆ ของบทความ พร้อมระบบจัดการ Schema Markup เบื้องต้น ช่วยให้คนที่ไม่เก่งทางเทคนิคสามารถปรับแต่งเว็บให้ถูกหลัก SEO ได้ง่ายๆ

10. Yoast SEO

Yoast SEO เป็นตำนานปลั๊กอิน WordPress ที่อยู่คู่ชาว SEO มาอย่างยาวนาน หน้าที่ของมันก็คล้ายกับ Rank Math คือช่วยจัดการโครงสร้าง On-Page SEO พื้นฐาน จุดเด่นที่ทำให้หลายคนยังรัก Yoast คือความเสถียรและความง่ายในการใช้งาน โดยเฉพาะฟีเจอร์ Readability Analysis ที่ช่วยตรวจสอบว่าเนื้อหาของเราอ่านง่ายหรือไม่ การใช้ภาษาซับซ้อนเกินไปหรือเปล่า ซึ่งส่งผลต่อ User Experience โดยตรง

เวอร์ชันฟรีของ Yoast ก็เพียงพอสำหรับการตั้งค่า Title, Meta Description, สร้าง XML Sitemap และจัดการ Canonical URLs แม้ฟีเจอร์บางอย่างอาจจะน้อยกว่า Rank Math ในตัวฟรี แต่ความน่าเชื่อถือและความเข้ากันได้กับ Theme หรือ Plugin อื่นๆ ถือว่าใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพเช่นกัน

11. Ahrefs

หลายคนคิดว่า Ahrefs ต้องเสียเงินแพงๆ เท่านั้น แต่จริงๆ แล้วเขามี Ahrefs Webmaster Tools (AWT) ที่ให้ใช้ฟรีตลอดชีพสำหรับเจ้าของเว็บไซต์ เพียงแค่ยืนยันความเป็นเจ้าของเว็บผ่าน GSC ก็เข้าถึงข้อมูลเชิงลึกได้เกือบเท่าตัวเสียเงิน หน้าที่หลักคือ การตรวจสอบ Backlink Profile ของเว็บเราเอง ดูว่ามีใครลิงก์มาหาเราบ้าง ลิงก์เสียหรือเปล่า (Broken Links) และที่สำคัญคือฟีเจอร์ Site Audit ที่ช่วยสแกนหาจุดผิดพลาดทางเทคนิค SEO ได้ละเอียดมาก (Technical Health) เอเจนซี่มักใช้ตัวนี้ในการมอนิเตอร์เว็บไซต์ของลูกค้า เพราะข้อมูลอัปเดตไว และเชื่อถือได้มากที่สุดเป็นอันดับต้นๆ ในตลาด

12. SEMRush

หนึ่งในเครื่องมือ All-in-One ที่ครบเครื่องที่สุด SEMRush แบบบัญชีฟรี (Free Account) แม้จะจำกัดการใช้งานรายวัน แต่ก็มีประสิทธิภาพสูงมากสำหรับงานเฉพาะด้าน หน้าที่หลักที่แนะนำให้ใช้เลยก็คือ 

  • Keyword Magic Tool ซึ่งช่วยแตกไอเดียคีย์เวิร์ดได้ละเอียดมาก
  • ฟีเจอร์ Competitor Research ที่ให้เราแอบส่องเว็บไซต์คู่แข่งได้ว่า เขาติดอันดับคีย์เวิร์ดอะไรบ้าง (จำกัดจำนวนการดูต่อวัน) 
  • Site Audit แบบเบื้องต้น (สแกนได้ 100 หน้า) ที่ช่วยเช็คสุขภาพเว็บได้ 

สำหรับธุรกิจขนาดเล็กหรือคนที่ต้องการเช็คข้อมูลคู่แข่งแบบรวดเร็ว SEMRush เครื่องมือ SEO ฟรีตัวนี้ ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีและให้ข้อมูลที่มีคุณภาพระดับ Enterprise

13. Ubersuggest

เครื่องมือ SEO ขวัญใจมือใหม่โดย Neil Patel ที่ออกแบบมาให้ใช้งานง่าย (User-friendly) สุดๆ Ubersuggest เวอร์ชันฟรี (จำกัดการค้นหาต่อวัน) มีหน้าที่ช่วยหาไอเดีย Keyword, ดูปริมาณการค้นหา, และประเมินความยากง่าย (SEO Difficulty) ในการแข่งขัน จุดเด่นคือการแสดง Keyword Ideas ที่มาพร้อมกับสถิติ Social Shares และไอเดีย Content จากเว็บคู่แข่ง ทำให้เราเห็นภาพว่าคอนเทนต์แบบไหนที่คนชอบแชร์ นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์ Site Audit เบื้องต้นที่บอกปัญหา SEO พื้นฐาน พร้อมคำแนะนำและวิธีแก้ภาษาไทยที่เข้าใจง่าย เหมาะมากสำหรับคนที่เพิ่งเริ่มทำ SEO และไม่อยากเจอศัพท์เทคนิคที่ซับซ้อนจนเกินไป

14. SE Ranking

SE Ranking มีจุดเด่นที่เอเจนซี่มักเลือกใช้ Tracking Keyword เนื่องจากข้อมูลมีความแม่นยำสูงในราคาที่เข้าถึงได้ แต่ในส่วนของเวอร์ชันฟรี (Free SEO Tools) ถือว่าใช้งานได้ดีสำหรับคนทำ SEO เช่นกัน โดยหน้าที่หลักคือช่วยเรื่อง Keyword Suggestion และตรวจสอบอันดับเบื้องต้น

คุณสามารถใช้ฟีเจอร์ Keyword Finder เพื่อดูแนวโน้มและกลุ่มคำที่เกี่ยวข้องได้ฟรี ซึ่งเป็นประโยชน์มากในการใช้เป็นตัวช่วย Cross-check ข้อมูลร่วมกับเครื่องมืออื่นๆ เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าคีย์เวิร์ดที่เลือกมาวางแผนทำคอนเทนต์นั้นมีคุณภาพจริง ช่วยให้วางกลยุทธ์ SEO ได้แม่นยำและรัดกุมยิ่งขึ้นก่อนลงมือทำ

15. Moz SEO

Moz คือผู้คิดค้นค่า DA (Domain Authority) ที่คนทำ SEO ใช้เป็นมาตฐานวัดความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์ เครื่องมือฟรีของ Moz จึงโดดเด่นมากในเรื่องของการวิเคราะห์ Link Explorer หน้าที่หลักคือให้เราตรวจสอบค่า DA/PA ของเว็บเราและคู่แข่ง รวมถึงดูจำนวน Backlink และ Spam Score (ค่าความเสี่ยงสแปม) ซึ่งการรู้ค่าเหล่านี้สำคัญมากในการวางแผนทำ Off-Page SEO หรือการทำ Backlink เพราะจะช่วยให้เราประเมินได้ว่าเว็บไซต์ไหนมีพลังมากพอที่จะดันอันดับเว็บเราได้ หรือเว็บไหนเป็นเว็บที่ควรหลีกเลี่ยง ถึงแม้จะจำกัดการใช้งานต่อเดือน แต่ข้อมูลที่ได้ถือว่าเพียงพอกับใช้งานเลยครับ

16. KWFinder by Mangools

หากเน้นการทำ SEO แบบเจาะจงเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) หรืออยากโฟกัส Long-tail Keywords เครื่องมือ KWFinder ถือว่าตอบโจทย์มากครับ จุดเด่นคือการแสดงค่า Keyword Difficulty (KD) ที่เข้าใจง่ายและค่อนข้างแม่นยำ พร้อมฟีเจอร์วิเคราะห์คู่แข่งเชิงลึกในระดับ Pro สามารถทดลองใช้งานได้ฟรีถึง 10 วัน แบบไม่กั๊กฟีเจอร์  เช่น การดูค่า KD ที่แม่นยำ หรือการวิเคราะห์คู่แข่งในเชิงลึก เหมาะมากสำหรับสายวางกลยุทธ์ก่อนตัดสินใจลงทุน อีกสิ่งที่หลายคนชอบคือ หน้าตาโปรแกรม SEO ที่สวยงาม ใช้งานง่าย และระบบ Local SEO ที่ละเอียดถึงระดับจังหวัดหรือเมือง ช่วยให้ธุรกิจท้องถิ่นค้นหาคีย์เวิร์ดที่แข่งขันได้จริงและสร้างยอดขายได้ด้วย

17. Google SERP Simulator by Mangools

หน้าที่ของ Google SERP Simulator คือการจำลองหน้าตาของ Title Tag และ Meta Description ว่าจะไปแสดงผลบนหน้า Google จริงๆ ยังไง ความสำคัญคือ Google มีการจำกัดความยาวของข้อความเป็นพิกเซล ไม่ใช่แค่จำนวนตัวอักษร เครื่องมือนี้จะช่วยเตือนถ้าข้อความของเราสั้นหรือยาวเกินไปจนถูกตัดและแสดงผลเป็นจุด (...) ซึ่งการปรับแต่ง Title ให้เหมาะสมผ่านเครื่องมือนี้ จะช่วยให้แน่ใจว่าเว็บไซต์ของคุณจะดูเป็นมืออาชีพ และน่าคลิกเข้ามาอ่านที่สุดเมื่อไปอยู่บนหน้าผลการค้นหา จึงเป็นเครื่องมือ SEO ที่ส่งผลต่อค่า CTR (Click-Through Rate) 

18. Similarweb

ถ้าคุณอยากรู้ความลับของคู่แข่ง Similarweb คือสายลับที่ดีที่สุด หน้าที่ของมันคือการวิเคราะห์ Traffic ของเว็บไซต์ใดก็ได้ เวอร์ชันฟรีช่วยให้เราเห็นภาพรวมว่า คู่แข่งได้คนเข้าเว็บมาจากช่องทางไหนมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็น Search, Social, Direct หรือ Referral และคำค้นหาตัวไหนที่ส่งคนเข้าเว็บเขามากที่สุด นอกจากนี้ยังบอกค่า Engagement เช่น เวลาเฉลี่ยบนเว็บ หรือจำนวนหน้าที่เปิดต่อครั้ง ข้อมูลเหล่านี้สำคัญมากในการ Benchmarking หรือตั้งเป้าหมาย KPI ของเราเอง และช่วยให้เราแกะกลยุทธ์การตลาดออนไลน์ของคู่แข่งเพื่อนำมาปรับใช้กับธุรกิจเราได้

19. HubSpot

เครื่องมือตรวจเช็กสุขภาพเว็บไซต์ที่ออกแบบมาเพื่อเจ้าของธุรกิจโดยเฉพาะ จุดเด่นคือความง่ายและรวดเร็ว โดยระบบจะวิเคราะห์และให้คะแนนเว็บไซต์ใน 4 ด้านหลักๆ ได้แก่

  • Performance Website เว็บโหลดเร็วไหม
  • SEO โครงสร้างเว็บพร้อมกับการค้นหาไหม
  • Mobile เว็บแสดงผลบนมือถือดีไหม
  • Security เว็บมีความปลอดภัยน่าเชื่อถือหรือเปล่า

ผลลัพธ์จะแสดงออกมาเป็นคะแนน 0-100 ทำให้รู้สถานะของเว็บตัวเองได้ทันที พร้อมคำแนะนำที่เน้นภาษาแบบเข้าใจง่าย ไม่ใช้ศัพท์เทคนิคซับซ้อน ช่วยให้คุณมองเห็นจุดอ่อนที่ต้องรีบแก้ไขให้เรียบร้อย ก่อนที่จะเริ่มอัดงบทำโฆษณาหรือวางกลยุทธ์ SEO ในระยะยาว เพื่อให้มั่นใจว่าพื้นฐานเว็บไซต์แข็งแรงพร้อมแข่งขันจริง

20. Screaming Frog SEO Spider

นี่คือโปรแกรม SEO ที่ Technical SEO ทั่วโลกขาดไม่ได้ เวอร์ชันฟรีอนุญาตให้สแกนได้ถึง 500 URLs บนเว็บไซต์ของเรา ซึ่งเพียงพอสำหรับเว็บธุรกิจขนาดเล็กถึงกลาง หน้าที่ของมันคือการจำลองตัวเองเป็น Googlebot ไต่เข้าไปทุกซอกทุกมุมของเว็บไซต์ เพื่อหาข้อผิดพลาดเชิงเทคนิคที่ละเอียดที่สุด เช่น ลิงก์เสีย (404), การ Redirect ผิดพลาด (Redirect Chains), หน้าที่ไม่มี Title, รูปภาพที่ไฟล์ใหญ่เกินไป หรือเนื้อหาซ้ำ (Duplicate Content) ข้อมูลที่ได้จาก Screaming Frog มีความละเอียดสูงมาก จึงช่วยให้เราแก้หน้าที่มีปัญหาได้แบบครบถ้วน 100%

21. Cloudflare

หลายคนอาจคิดว่า Cloudflare มีไว้เร่งความเร็วเว็บไซต์ (CDN) เท่านั้น แต่ในมุม SEO หน้าที่สำคัญของมันคือการยกระดับความปลอดภัย (Security) ด้วยการให้ใช้ SSL (HTTPS) ฟรี ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานในการจัดอันดับของ Google และระบบป้องกันการโจมตีที่ช่วยรับรองว่าเว็บของคุณจะไม่ล่มง่ายๆ จนเสียโอกาสทางธุรกิจไป นอกจากนี้ Cloudflare ยังช่วยจัดการระบบ DNS ให้ตอบสนองไวขึ้น เมื่อรวมเข้ากับการโหลดหน้าเว็บที่รวดเร็ว ทำให้ได้ทั้งคะแนน Core Web Vitals (Speed) ที่ดีเยี่ยม และความน่าเชื่อถือด้าน ความปลอดภัย (Trust) ซึ่งทั้งสองอย่างนี้คือสิ่งที่ Google และผู้ใช้งานต้องการที่สุดครับ

ในส่วนนี้จะเป็น Extension ที่ควรติดตั้ง และนิยมใช้เป็นเครื่องมือ SEO

22. SEO META in 1 CLICK

Extension ที่คนทำ SEO ต้องมีติด Browser ไว้ หน้าที่ของมันคือการสรุปข้อมูล On-Page SEO ของหน้าเว็บที่เรากำลังเปิดอยู่ออกมาให้เห็นในคลิกเดียว ข้อมูลที่แสดงได้แก่ Title, Description, URL, Canonical Tag, โครงสร้าง Heading Tags (H1-H6) ว่าเรียงลำดับถูกต้องไหม รวมถึงจำนวนรูปภาพและ Alt Text ความสำคัญคือ ความสะดวกรวดเร็วในการตรวจสอบงานหน้าบ้าน หรือดูโครงสร้างเว็บคู่แข่งว่าเขาวางหัวข้อไว้ยังไง ช่วยให้การ Audit หน้าเว็บเบื้องต้นทำได้ภายในไม่กี่วินาที

23. Keyword Surfer

ใครอยากเห็น Search Volume โดยไม่ต้องสลับหน้าจอไปมาต้องตัวนี้ Keyword Surfer เป็น Extension ที่จะแสดงปริมาณการค้นหา (Search Volume) และราคา CPC ของคีย์เวิร์ดที่เราพิมพ์ลงในช่องค้นหา Google ให้เห็นทันที หน้าที่เพิ่มเติมคือด้านข้างของผลการค้นหา จะมีตารางแสดง Keyword Ideas หรือคำที่เกี่ยวข้อง พร้อมบอกปริมาณการค้นหาของคำเหล่านั้นด้วย ความสำคัญคือช่วยให้เราประเมินคำค้นหาได้แบบ Real-time ขณะที่กำลังใช้ Google ดูผลลัพธ์จริงๆ ทำให้การ Research Keyword เป็นเรื่องง่ายและประหยัดเวลาอย่างมาก

24. Ahrefs SEO Toolbar

Ahrefs SEO Toolbar มีประโยชน์มากสำหรับการตรวจสอบหน้าเว็บอย่างรวดเร็ว หน้าที่หลักคือการแสดง On-Page SEO Report ของหน้านั้นๆ รวมถึงตรวจสอบสถานะ Indexability และ Structured data ซึ่งมีความสำคํยอย่างมากกับการทำ SEO ในยุค AI Search ความสำคัญของเครื่องมือนี้คือช่วยให้เราเห็นปัญหาทางเทคนิคของหน้าเว็บได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้สำหรับผู้ที่มีสมาชิก Ahrefs อยู่แล้ว แถบนี้จะแสดง Metrics อย่าง Domain Rating (DR) และ Backlink บนหน้า Google Search Result ให้เห็นเลย ช่วยให้ประเมินความยากง่ายในการแข่งขันของแต่ละเว็บได้

25. Wappalyzer

หากอยากรู้ว่าเว็บไซต์คู่แข่งที่โหลดเร็วและติดอันดับดีนั้นใช้โปรแกรมหรือเครื่องมืออะไรทำเว็บบ้าง Wappalyzer คือคำตอบเลยครับ เครื่องมือนี้เป็นเหมือนเครื่องสแกน Tech Stack ที่ช่วยเปิดเผยข้อมูลเทคโนโลยีเบื้องหลังของเว็บไซต์ใดก็ได้ภายในไม่กี่วินาที

หน้าที่หลักคือการระบุว่าเว็บนั้นสร้างด้วย CMS อะไร เช่น WordPress, Shopify หรือ Wix ใช้ภาษาอะไรเขียน (Framework), ติดตั้ง Analytics ค่ายไหน หรือใช้เครื่องมือการตลาดและปลั๊กอินอะไรบ้าง สำหรับคนทำ SEO ข้อมูลนี้มีค่ามาก เพราะช่วยให้เราแกะกลยุทธ์ความสำเร็จของคู่แข่งได้ทันที เช่น แอบดูว่าเขาใช้ปลั๊กอินตัวไหนช่วยเรื่อง Speed หรือใช้ Tools ตัวไหนทำ Pop-up เก็บ Leads ทำให้เรานำเทคโนโลยีเหล่านั้นมาปรับใช้กับเว็บไซต์ของเราหรือของลูกค้าได้ทันทีโดยไม่ต้องเดา

เปลี่ยนเครื่องมือ SEO ให้เป็นกลยุทธ์ทำเว็บไซต์ที่วัดผลได้จริง

การเลือกใช้เครื่องมือ SEO ถือเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับการทำเว็บไซต์ในปี 2026 ที่ต้องอาศัยข้อมูลที่แม่นยำและการวิเคราะห์ที่รวดเร็ว อย่างไรก็ตาม คุณไม่จำเป็นต้องใช้งานเครื่องมือทั้งหมดที่แนะนำไปข้างต้น แต่ควรเลือกใช้งานให้ครอบคลุมทุกกระบวนการสำคัญของการทำ SEO ทั้งการปรับปรุงโครงสร้างเว็บไซต์ (Technical), การค้นหาคำสำคัญ (Keyword Research), การวางแผนเนื้อหา (Content) และการวัดผลลัพธ์ (Analytics)

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การเลือกเครื่องมือ SEO ที่ตัวคุณหรือทีมงานมีความถนัดและใช้งานได้คล่องที่สุด เพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะการเลือกใช้เครื่องมือที่เหมาะสมกับทักษะและงบประมาณ จะช่วยให้คุณตรวจสอบจุดที่ต้องแก้ไขและปรับปรุงเว็บไซต์ได้อย่างแม่นยำ ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อโอกาสในการติดหน้าแรก Google และบรรลุเป้าหมายทางธุรกิจที่วางไว้ได้สำเร็จครับ