1. หน้าหลัก
  2. อัปเดตการตลาด
  3. รู้จักตัวชี้วัด CPM, CPC, CPA คืออะไร ต่างกันอย่างไรบ้าง
รู้จักตัวชี้วัด CPM, CPC, CPA คืออะไร
เผยแพร่เมื่อ: มีนาคม 20, 2024

รู้จักตัวชี้วัด CPM, CPC, CPA คืออะไร ต่างกันอย่างไรบ้าง

Table Of Contents

การยิงโฆษณา (Advertising) เป็นวิธีทางการตลาดออนไลน์ที่สามารถวัดผลได้อย่างชัดเจนและเห็นผลได้อย่างรวดเร็ว รวมทั้งยังช่วยให้แบรนด์เป็นที่รู้จักและมียอดขายเติบโตขึ้นตามที่ต้องการอีกด้วย จึงได้รับความนิยมสูงในหลาย ๆ ธุรกิจและหลากหลายช่องทาง แต่ราคาของการยิงโฆษณาในแต่แคมเปญนั้นจะมีค่าใช้จ่ายไม่เท่ากัน อันเนื่องมาจากการแข่งขันและจุดประสงค์ในการยิงโฆษณา

ทำความรู้จักตัวชี้วัด CPM, CPC, CPA คืออะไร

โดยจุดประสงค์ของการยิงโฆษณาจะมีความเกี่ยวเนื่องกันกับตัวชี้วัดของการโฆษณาด้วย ดังนั้น สำหรับบทความนี้ ANGA จะพาคุณมาทำความรู้จักกับตัวชี้วัดโฆษณาออนไลน์แต่ละตัวว่า CPM, CPC และ CPA คืออะไร ย่อมาจากอะไร มีวิธีการคำนวณอย่างไร และมีเทคนิคการใช้ CPM, CPC และ CPA ในแคมเปญมาฝากกันด้วย ถ้าคุณพร้อมแล้วเราไปทำความเข้าใจในเรื่องนี้กันเลย!

CPM คืออะไร

CPM คืออะไร? CPM ย่อมาจาก Cost Per Mille คือต้นทุนการแสดงผลของโฆษณา 1,000 ครั้ง หรือบางคนอาจจะคุ้นกับคำว่า Cost Per Impression มากกว่า (จ่ายค่าโฆษณาเมื่อมีคนมองเห็นโฆษณาครบทุก ๆ 1,000 ครั้ง) โดย CPM เป็นตัวชี้วัดที่เน้นการเข้าถึงคนจำนวนมาก ขอแค่มีคนมองเห็นเยอะก็พอแล้ว ไม่จำเป็นต้องมียอดคลิกโฆษณาสูง ๆ

สูตรคำนวณค่าใช้จ่ายแบบ CPM 

สูตรคำนวณค่าใช้จ่ายสำหรับการทำโฆษณาแบบ CPM คือ CPM x 1,000/Impression (CPM = จำนวนครั้งที่โฆษณาได้แสดงผลออกไปแล้ว)

เข้าใจการทำงานของ CPM

สมมติว่าคุณตั้งงบประมาณในการทำโฆษณา CPM ไว้ที่ 500 บาท ต่อการแสดงผลโฆษณา 1,000 ครั้ง 

  • 500 x 1,000/1,000 = 500
  • ค่าใช้จ่ายในแคมเปญนี้คือ 500 บาท

CPM เหมาะสำหรับแคมเปญแบบไหน

  • สร้างการรับรู้แบรนด์ (Brand Awareness)
  • ทำให้เกิดการจดจำแบรนด์ (Brand Recall)
  • อยากกระตุ้นการตัดสินใจซื้อจากการเห็นโฆษณาบ่อย ๆ 
  • โปรโมตสินค้าหรือบริการใหม่ ๆ เพื่อให้คนรู้จักมากขึ้น

CPC คืออะไร

CPC คืออะไร? CPC ย่อมาจาก Cost Per Click คือต้นทุนต่อคลิก โดยที่ผู้ลงโฆษณาจะเสียค่าใช้จ่ายทุกครั้งเมื่อเกิดการคลิกขึ้น ซึ่งคุณสามารถกำหนดราคาหรือค่าใช้จ่ายต่อคลิกได้ หากเทียบกับตัวชี้วัดโฆษณาอื่น ๆ แล้ว CPC นับว่ามีค่าใช้จ่ายที่สูงที่สุด แต่ผลลัพธ์ที่ได้มาและคุ้มค่าอย่างมาก เพราะคนที่คลิกโฆษณาเป็นกลุ่มคนที่มีความสนใจในสินค้าหรือบริการนั้น ๆ และมีแนวโน้มในการปิดการขายได้สูง

สูตรคำนวณค่าใช้จ่ายแบบ CPC

สูตรคำนวณค่าใช้จ่ายสำหรับการทำโฆษณาแบบ CPC คือ CPC x จำนวนคลิก = ค่าใช้จ่าย

เข้าใจการทำงานของ CPC

สมมติว่าเราตั้งราคา CPC ไว้ที่ 10 บาท เมื่อมีคนคลิกที่โฆษณา 1 ครั้ง เราจะต้องเสียค่าใช้จ่ายให้กับแพลตฟอร์มโฆษณา 10 บาทตามที่เราตั้งไว้ (10 x 1 = 10) หรือถ้ามีคนคลิก 5 ครั้ง เราก็จะต้องเสียค่าโฆษณา 50 บาท (10 x 5 = 50) นั่นเอง

CPC เหมาะสำหรับแคมเปญแบบไหน

  • แคมเปญที่ต้องการกระตุ้นให้ยอดขายสูงขึ้น
  • แคมเปญที่ต้องการเพิ่ม Traffic บนเว็บไซต์
  • แคมเปญที่เน้นการมีส่วนร่วมของกลุ่มเป้าหมาย
  • แคมเปญที่ต้องการเพิ่มยอดสั่งจองหรือยอดลงทะเบียน
  • แคมเปญที่ต้องการให้มีคนสมัครสมาชิกเพิ่มขึ้น

CPA คืออะไร

CPA คืออะไร? CPA ย่อมาจาก Cost Per Acquisition คือต้นทุนต่อ 1 การกระทำ หรือต้นทุนต่อการได้มาซึ่งลูกค้าใหม่ โดยค่าโฆษณาจะถูกคิดก็ต่อเมื่อมีการกระทำ (Action) หรือ Conversion เกิดขึ้น อย่างการสั่งซื้อสินค้า การสมัครสมาชิก การกรอกข้อมูล การลงทะเบียน หรือการดาวน์โหลดไฟล์ข้อมูลต่าง ๆ เป็นต้น หากกลุ่มเป้าหมายคลิกมาที่โฆษณาและไปยังเว็บไซต์ แต่ไม่ได้มีการสั่งซื้อหรือสร้าง Conversion แพลตฟอร์มโฆษณาก็จะไม่หักเงินกับผู้ลงโฆษณา

สูตรคำนวณค่าใช้จ่ายแบบ CPA

ค่าโฆษณา ÷ จำนวน Conversion ที่เกิดจากการยิงโฆษณา = CPA

เข้าใจการทำงานของ CPA

สมมติว่าคุณขายสินค้าผ่านช่องทาง Facebook ต้องการให้ยอดขายสูงขึ้น คุณจึงสร้างแคมเปญโฆษณา Facebook Ads แบบ CPA ขึ้นมา โดยกำหนดให้ Conversion คือการที่กลุ่มเป้าหมายกดปุ่ม “สั่งซื้อสินค้า” พร้อมกับกำหนดค่าใช้จ่ายทั้งหมดของแคมเปญนี้อยู่ที่ 50,000 บาท และมีจำนวน Conversion ที่เกิดขึ้นคือ 1,000 ครั้ง

50,000 ÷ 1,000 = 50 แสดงว่า CPA หรือต้นทุนต่อการกระทำของแคมเปญนี้คือ 50 บาท

CPA เหมาะสำหรับแคมเปญแบบไหน

  • แคมเปญที่มีเป้าหมายเจาะจงว่าอยากให้ลูกค้าทำอะไร
  • แคมเปญที่ต้องการยอดผู้ลงทะเบียนหรือกรอกฟอร์ม
  • แคมเปญที่เน้นมูลค่าต่อคำสั่งซื้อสูง ๆ

ตารางเปรียบเทียบ CPM, CPC และ CPA

CPMCPCCPA
สูตรการคำนวณCPM x 1,000/ImpressionCPC x จำนวนคลิกค่าโฆษณา ÷ จำนวน Conversion
คิดค่าโฆษณาก็ต่อเมื่อโฆษณาแสดงผลครบ 1,000 ครั้งมีการคลิกที่โฆษณามี Conversion เกิดขึ้น
เป้าหมายของแคมเปญเพิ่มการมองเห็นและสร้างการรับรู้ผลักดันยอดขายกระตุ้นคนกระทำสิ่งที่ต้องการ
การควบคุมงบประมาณยากปานกลางง่าย

แชร์เทคนิคการใช้ CPM, CPC และ CPA ในแคมเปญ

และนี่คือเทคนิคหรือแนวทางในการสร้างแคมเปญโฆษณาแบบ CPM, CPC และ CPA พร้อมยกตัวอย่างแคมเปญธุรกิจ เพื่อให้คุณเข้าใจและมองเห็นภาพได้ง่ายมากขึ้น!

CPM (Cost Per Thousand Impressions)

แนวทางการทำโฆษณา CPM : ใช้ข้อความที่สั้น กระชับ และสามารถเข้าใจความหมายได้ทันที, จัดวางภาพสินค้า ภาพบริการ หรือภาพรีวิวของผู้ใช้งานจริงให้เห็นชัด ๆ , ใช้ภาพที่มีความละเอียด, ใส่ Logo และชื่อแบรนด์ประกอบ และเลือกใช้โทนสีที่เป็นสีประจำตัวของแบรนด์

ตัวอย่างแคมเปญธุรกิจ

ธุรกิจเอเจนซี่รับทำ SEO ต้องการหากลุ่มลูกค้าที่เป็นธุรกิจขนาดกลาง-ใหญ่ โดยทำการโฆษณา CPM ผ่าน Google Ads ใช้รูปแบบโฆษณาแบบ Sponsored Content และ Text Ads พร้อมกับกำหนด CPM ไว้ที่ 500 บาท เมื่อโฆษณาแสดงผลครบ 1,000 ครั้งเมื่อไหร่ ทาง Google จะหักเงินจากเอเจนซี่นี้ 500 บาท

CPC (Cost Per Click)

แนวทางการทำโฆษณา CPC เพื่อลดค่า CPC ให้ต่ำลง : มีการทำ SEO บนเว็บไซต์ควบคู่ไปด้วย เพื่อดูว่า Keyword ไหนเข้าถึงลูกค้ามากที่สุดและมีประสิทธิภาพที่สุด จากนั้นค่อยนำ Keyword ที่ได้ไปทำโฆษณาต่อ, ตรวจสอบผลลัพธ์ของแคมเปญอยู่เสมอ และลองเปลี่ยนข้อความโฆษณาหรือภาพใหม่ ๆ ดูบ้าง 

ตัวอย่างแคมเปญธุรกิจ

ธุรกิจร้านค้าปลีกที่ขายของออนไลน์ผ่านช่องทาง Facebook มีความต้องการให้ยอดขายของรองเท้าผ้าใบผู้หญิงสูงขึ้น จึงสร้างแคมเปญโฆษณาแบบ CPC บน Facebook Ads โดยใช้รูปภาพและข้อความที่ทันสมัย เพื่อให้เหมาะกับกลุ่มเป้าหมายที่มีอายุตั้งแต่ 18-35 ปี ซึ่งมีการกำหนด CPC ไว้ที่ 20 บาท เมื่อมีคนคลิกที่โฆษณา 10 คน ธุรกิจดังกล่าวจะต้องเสียค่าโฆษณา 200 บาท

CPA (Cost Per Acquisition)

แนวทางการทำโฆษณา CPA : ใช้ข้อความกระตุ้นให้เกิดความอยากรู้อยากเห็น หรือข้อความที่ให้ความรู้สึกว่าคลิกแล้วจะช่วยตอบสนองสิ่งที่ต้องการได้, ออกแบบหน้าเว็บไซต์ให้สวยงาม ใช้งานง่าย และมีปุ่ม Call to Action ที่โดดเด่น และติดตามผลลัพธ์และปรับแต่งแคมเปญอยู่เสมอ

ตัวอย่างแคมเปญธุรกิจ

ธุรกิจฟิตเนสต้องการให้มีผู้สมัครสมาชิกแบบรายเดือนเพิ่ม จึงการทำแคมเปญโฆษณาแบบ CPA โดยกำหนดค่าใช้จ่ายของแคมเปญนี้อยู่ที่ 50,000 บาท และกำหนดให้ Conversion คือการคลิกที่ปุ่มสมัครสมาชิกบนหน้าเว็บไซต์ ผลสรุปว่ามีคนคลิกปุ่มสมัครสมาชิกไปจำนวน 500 ครั้ง (500 Conversion) ดังนั้น CPA ของแคมเปญนี้คือ 100 บาท

สรุปความต่างระหว่าง CPM, CPC และ CPA

สรุปให้อีกครั้งว่าความแตกต่างระหว่าง CPM, CPC และ CPA คืออะไร? เริ่มต้นจาก CPM คือการจ่ายเงินเมื่อโฆษณาแสดงผลครับ 1,000 ครั้ง (จะคลิกโฆษณาหรือจะซื้อสินค้าหรือไม่ ไม่ใช่เรื่องสำคัญ) ส่วน CPC คือการจ่ายเงินเมื่อมีคนคลิกที่โฆษณา (แค่มีคนคลิกก็เสียเงินทันที) และตัวชี้วัดสุดท้ายคือ CPA เป็นการจ่ายเงินเกิด Conversion ขึ้น (มีคนเห็นโฆษณามากแต่ไม่สร้าง Conversion ก็ไม่เสียเงิน)ANGA (แองก้า) เอเจนซี่ที่เชี่ยวชาญด้านการยิงโฆษณาออนไลน์ทุกช่องทาง ไม่ว่าจะเป็น Google Ads, Facebook Ads, TikTok Ads, Instagram Ads, YouTube Ads หรือ Twitter Ads ก็ตาม การันตีผลงานและความสามารถด้วยรางวัลชนะเลิศด้าน Paid Search จากเวทีชั้นนำระดับโลก (ดูรางวัลที่เราได้รับที่นี่) ยินดีให้คำปรึกษาและรับยิงโฆษณาให้แก่ทุกธุรกิจ หากคุณสนใจสามารถติดต่อเรามาได้เลย เรามีผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมดูแลธุรกิจของคุณอย่างใกล้ชิด โทร 02-023-8899 หรือทักเข้ามาได้ที่ LINE @ANGA

บทความที่เกี่ยวข้อง

HubSpot คืออะไร? ช่วยดูแลธุรกิจ ครบจบในตัวเดียวจริงไหม?

สำหรับการทำธุรกิจในยุคนี้ ทีมที่องค์กรขาดไปไม่ได้เลยคือทีมการตลาดและทีมขาย ทั้งสองทีมนี้ต้องทำงานร่วมกัน ในการดึงลูกค้าเข้ามาและปิดการขาย แต่ด้วยความที่ต่างทีมต่างมีลำดับขั้นตอนและรายละเอียดของเนื้องา
18

Google Analytics 4 คืออะไร ต่างจากเวอร์ชันเก่าอย่างไร

Google Analytics (GA) เป็นเครื่องมือที่มีความสำคัญมาก สำหรับนักการตลาดและแบรนด์ที่มีเว็บไซต์เป็นของตัวเอง เพราะ GA จะช่วยให้คุณรู้จักกลุ่มเป้าหมายที่เข้ามาใช้งานบนเว็บไซต์มากขึ้น และทำให้คุณได้ข้อมูล
13

Technical SEO คืออะไร? กับ 8 เทคนิคการปรับปรุงฉบับพื้นฐาน

Search Engine Optimization (SEO) เป็นกลยุทธ์ทางการตลาดที่จะช่วยให้เว็บไซต์ของคุณติดอันดับบน Google ได้อย่างยั่งยืนและนำมาซึ่งผลลัพธ์ด้านการเติบโตของธุรกิจ ซึ่งการทำ SEO จะประกอบไปด้วยฝั่งของ On-Page S
15
th