ปัญหาการทำการตลาดออนไลน์ที่ผู้ประกอบการต้องเจอเลยก็คือ "ต้นทุนค่าโฆษณา" หลายธุรกิจเริ่มต้นด้วยการพึ่งพา Paid Media หรือบริการรับยิง Ads ที่แม้จะสร้างยอดขายได้ทันที แต่ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่หยุดจ่ายเงิน ยอดการเข้าถึงและยอดขายก็หายไป หนักกว่านั้นคือค่าโฆษณา (CPC/CPM) บนแพลตฟอร์มต่างๆ มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นทุกปีจากการแข่งขันที่ดุเดือดขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ต้นทุนต่อการได้ลูกค้าหนึ่งราย (Cost Per Acquisition) สูงขึ้นไปด้วย
คุณเกน รัชวิทย์ หวังพัฒนธน CEO & Managing Director ของ ANGA (แองก้า) ได้แชร์ว่า
“การบริหารกลยุทธ์การตลาดในยุคนี้ ธุรกิจไม่ควรพึ่งพาการยิงแอดเพียงช่องทางเดียว เพราะหากระบบโฆษณามีปัญหาหรือต้นทุนสูงขึ้นจนเกินจุดคุ้มทุน โอกาสทางธุรกิจอาจสะดุดลงได้ทันที การตลาด SEO จึงเป็นกลยุทธ์ที่ช่วยสร้างช่องทางดึงดูดลูกค้าที่มีคุณภาพเข้าสู่เว็บไซต์ได้อย่างต่อเนื่อง ผมมองว่านี่คือการลงทุนที่คุ้มค่ากว่าในระยะยาว เพราะลูกค้าสามารถค้นหาและพบธุรกิจของคุณได้ทุกวัน โดยไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าโฆษณาตลอดเวลาครับ”
การตลาด SEO คืออะไร?
การตลาด SEO หรือ SEO Marketing คือ กระบวนการปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ ทั้งในส่วนของโครงสร้างทางเทคนิคและเนื้อหา (Content) เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานของ Search Engine ที่คนไทยใช้อย่าง Google มีเป้าหมายสูงสุดคือ การทำให้เว็บไซต์ติดอันดับต้นๆ ในผลการค้นหา เมื่อกลุ่มเป้าหมายพิมพ์คำค้นหา (Keyword) ที่เกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการนั้นๆในเชิงกลยุทธ์การตลาด SEO จัดเป็น Inbound Marketing หรือการตลาดแบบดึงดูด ซึ่งมีความแตกต่างจากการตลาดแบบ Outbound อย่างสิ้นเชิง เพราะลูกค้าเป็นฝ่ายเริ่มต้นกระบวนการค้นหาด้วยความต้องการของตัวเอง ก่อนที่จะมาเจอธุรกิจที่ตอบโจทย์ความต้องการนั้น ส่งผลให้ผู้เข้าชมเว็บไซต์ผ่านช่องทางนี้ มีแนวโน้มที่จะตัดสินใจซื้อหรือมี Conversion Potential ที่สูงกว่าช่องทางอื่นๆ เพราะพวกเขามีความต้องการสินค้าหรือบริการนั้นอยู่แล้ว
การตลาด SEO และ SEM ต่างกันอย่างไร?
แม้ทั้ง SEO (Search Engine Optimization) และ SEM (Search Engine Marketing) จะมีเป้าหมายในการปรากฏบนหน้าผลการค้นหาของ Google เหมือนกัน แต่ในรายละเอียดของการดำเนินงานและผลลัพธ์เชิงธุรกิจนั้นแตกต่างกันมาก ผมขอสรุปข้อแตกต่างระหว่าง SEO vs SEM ที่สำคัญๆ ดังนี้
| SEM (Google Ads) | SEO (Organic Search) | |
| รูปแบบค่าใช้จ่าย | จ่ายเงินทุกครั้งที่มีคนคลิกโฆษณา (Cost Per Click) | ค่าจ้างผู้เชี่ยวชาญหรือต้นทุนในการดำเนินงาน แต่ไม่เสียค่าคลิกรายครั้ง |
| Organic Traffic vs Paid Traffic | Paid Traffic จำนวนคนเข้าเว็บไซต์ผันแปรตามงบประมาณที่จ่าย (จำกัดด้วยวงเงินต่อวัน) | Organic Traffic จำนวนคนเข้าเว็บไซต์เติบโตสะสมตามคุณภาพเนื้อหาและการจัดอันดับ (ไม่จำกัดเพดานด้วยงบประมาณ) |
| ความยั่งยืน | โฆษณาหายจากหน้าแสดงผลการค้นหาทันทีที่งบหมดหรือหยุดแคมเปญ | เมื่อเว็บติดอันดับแล้วจะแสดงผลและดึงคนเข้าเว็บได้ต่อเนื่อง โดยไม่ต้องจ่ายเงินเลี้ยงตลอดเวลา |
| พฤติกรรมผู้ใช้ | ผู้ใช้เห็นเพราะโฆษณาถูกส่งไปหา อาจเข้าถึงคนที่ยังไม่พร้อมตัดสินใจซื้อ | ผู้ใช้เป็นฝ่ายค้นหาและเลือกคลิกเอง มักเป็นกลุ่มที่มีความต้องการสินค้าหรือบริการนั้นชัดเจน |
| ความน่าเชื่อถือ | มีข้อความกำกับว่า ได้รับการสนับสนุน (Sponsored) ผู้ใช้งานรู้ว่าเป็นพื้นที่โฆษณา | ดูน่าเชื่อถือกว่าในมุมมองผู้ใช้งาน เนื่องจากเป็นผลลัพธ์ที่ Google เลือกมาเอง (Organic Result) |
| ระยะเวลาเห็นผล | เห็นผลและเกิด Traffic ทันทีที่ตั้งค่าแคมเปญเสร็จและเริ่มจ่ายเงิน | ต้องใช้เวลาในการสร้างคุณภาพและความน่าเชื่อถือประมาณ 3-6 เดือนขึ้นไปจึงจะเริ่มเห็นผลชัดเจน |
SEO กับกลยุทธ์การตลาดออนไลน์ ดีต่อธุรกิจยังไง
หากมองในมุมของการลงทุน (ROI) การทำ SEO Marketing ถือเป็นกลยุทธ์ที่คุ้มค่าที่สุดในระยะยาว ด้วย 5 เหตุผลนี้
- ได้ลูกค้าแบบไม่ต้องจ่ายต่อคลิก (Cost Efficiency) เมื่อติดอันดับแล้ว คุณจะไม่ต้องเสียเงินทุกครั้งที่มีคนคลิกเหมือนการทำ SEM ยิ่งมีคนคลิกเข้าเว็บมากเท่าไหร่ ต้นทุนต่อการได้ลูกค้า (CAC) ก็จะยิ่งถูกลง สวนทางกับกำไรที่เติบโตขึ้น
- สร้างทรัพย์สินระยะยาวให้ธุรกิจ (Long-term Asset) เมื่อบทความถูกเผยแพร่และติดอันดับแล้ว จะดึงดูดกลุ่มเป้าหมายและสร้างโอกาสในการขายได้อย่างต่อเนื่องทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง โดยที่ไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่มเพื่อโปรโมตเนื้อหาเดิม
- เพิ่มความน่าเชื่อถือของแบรนด์ (Brand Credibility) ผู้บริโภคมักเชื่อถือผลการค้นหาที่ไม่ใช่โฆษณา ดังนั้น การที่เว็บไซต์ติดหน้าแรก Google จึงเป็นการการันตีคุณภาพและความเชี่ยวชาญ ช่วยยกระดับภาพลักษณ์แบรนด์ได้ทันที
- ดึงลูกค้าที่ใช่จริงๆ (Quality Leads) ลูกค้าจากการตลาด SEO คือคนที่มีความต้องการซื้ออยู่แล้ว (High Intent) ไม่ใช่การหว่านแหหาลูกค้าทั่วไป จึงทำให้อัตราการปิดการขาย (Conversion Rate) สูงกว่าการทำการตลาดรูปแบบอื่นอย่างชัดเจน
- ปรับใช้ร่วมกับช่องทางการตลาดอื่นๆ สามารถนำข้อมูลจากคอนเทนต์ SEO ที่ลงในเว็บ ไปปรับใช้ต่อได้ทั้งบน Social Media, Email Marketing หรือใช้ประกอบการนำเสนองานขาย (Sales Deck) ลงทุนครั้งเดียวแต่สร้างผลลัพธ์ได้ทุกช่องทาง
การตลาด SEO เหมาะกับธุรกิจแบบไหน
จากที่ทีม SEO ของแองก้าได้วิเคราะห์และวางแผนกลยุทธ์ให้กับหลากหลายอุตสาหกรรม SEO เป็น Search Marketing หรือการตลาดบนเครื่องมือค้นหาที่ทรงพลังสำหรับกลุ่มธุรกิจต่อไปนี้
- ธุรกิจบริการเฉพาะทาง เช่น คลินิกความงาม, บริษัทรับทำบัญชี, บริษัทรับออกแบบบ้าน, หรือดิจิทัลเอเจนซี่ ซึ่งลูกค้าจำเป็นต้องค้นหาข้อมูล ประสบการณ์ หรือความเชี่ยวชาญของธุรกิจผ่านเว็บไซต์
- ธุรกิจในกลุ่ม High Involvement หรือสินค้าหรือบริการที่ลูกค้าต้องหาข้อมูลประกอบการตัดสินใจก่อนซื้อ ไม่ใช่การซื้อด้วยอารมณ์ชั่ววูบ
- ธุรกิจที่ต้องการลดต้นทุนค่าโฆษณา หรือวางแผนจะลดการพึ่งพาแพลตฟอร์มโฆษณา
SEO Marketing ทำงานยังไง?
สำหรับวิธีทำให้ Google หาเว็บเราเจอได้นั้น ธุรกิจจำเป็นต้องทำความเข้าใจพื้นฐานก่อนว่า ระบบการทำงานของ Search Engine Marketing คืออะไร ทำไมหน้าเว็บเราถึงไปปรากฏบน Google ได้ โดยจะแบ่งกระบวนการทำงานเป็น 3 ขั้นตอนหลักๆ ดังนี้

1. Crawling (การเก็บข้อมูล)
Crawling เป็นขั้นตอนแรกของการทำงานในระบบ SEO Marketing โดย Google จะส่งระบบปฏิบัติการที่เรียกว่า Googlebot หรือ Spider เข้ามาสำรวจเว็บไซต์ บอทเหล่านี้ทำหน้าที่อ่านโค้ดและเนื้อหาบนหน้าเว็บทั้งหมด เพื่อทำความเข้าใจว่าหน้านั้นๆ เกี่ยวกับเรื่องอะไร และควรนำไปแสดงผลกับคำค้นหาแบบใด การจะทำให้ Googlebot เข้ามาเก็บข้อมูลได้อย่างราบรื่น เว็บไซต์ควรมีองค์ประกอบที่สำคัญดังนี้
- โครงสร้างเว็บไซต์ (Site Structure) ต้องชัดเจน ไม่ซับซ้อน เมนูและลำดับความสำคัญของแต่ละหน้า ควรจัดวางอย่างเป็นระบบ ทำให้บอทไล่เก็บข้อมูลได้ครบทุกหน้า
- มีการเชื่อมโยงลิงก์ภายใน หรือการทำ Internal Link เชื่อมโยงหน้าที่เกี่ยวข้องกัน ช่วยให้บอทค้นพบเนื้อหาอื่นๆ ภายในเว็บไซต์ได้ง่ายขึ้น
- ความเร็วในการโหลดหน้าเว็บ (Page Speed) เว็บไซต์ที่โหลดช้าทำให้บอทเข้าถึงข้อมูลได้ไม่เต็มที่ และส่งผลเสียต่อประสบการณ์ผู้ใช้งานด้วย
- รองรับการแสดงผลบนมือถือ (Mobile Friendly) เนื่องจาก Google ให้ความสำคัญกับการใช้งานบนมือถือเป็นอันดับแรก และเว็บไซต์ต้องแสดงผลได้ดีในทุกอุปกรณ์ด้วย
หากเว็บไซต์ขาดเนื้อหาที่อธิบายสินค้าหรือบริการอย่างชัดเจน ไม่มีการใช้หัวข้อ (Heading Tags) ที่เป็นลำดับ หรือมีโครงสร้างลิงก์ภายในที่ซับซ้อนเกินไป จนบอทของเสิร์ชเอนจินไม่สามารถไต่ลิงก์ (Crawl) ไปยังหน้าสำคัญได้อย่างครบถ้วน ก็จะส่งผลให้บางหน้าถูกมองว่าไม่มีคุณภาพหรือเข้าถึงยาก และไม่ถูกนำไปจัดทำดัชนี (Indexing) จนพลาดโอกาสในการจัดอันดับ (Ranking) ตามลำดับ
2. Indexing (การจัดทำดัชนี)
หลังจากที่ Googlebot เข้ามาเก็บข้อมูลแล้ว ข้อมูลเหล่านั้นจะถูกนำไปวิเคราะห์ ประมวลผล และจัดเก็บเข้าสู่ฐานข้อมูลขนาดใหญ่ของ Google กระบวนการนี้เรียกว่า Indexing เหมือนเป็นการนำหน้าเว็บไซต์ของคุณไปบันทึกไว้ในสารบัญของ Google เพื่อรอแสดงผลเมื่อมีผู้ค้นหาคำที่เกี่ยวข้อง โดยปัจจัยที่ควรให้ความสำคัญ ได้แก่
- เนื้อหาต้องมีคุณภาพและไม่ซ้ำใคร เพราะ Google ให้ความสำคัญกับเนื้อหาที่ให้ข้อมูลจริง มีประโยชน์ และไม่คัดลอกจากเว็บไซต์อื่น
- กำหนดหัวข้อหน้าเว็บชัดเจน (Title Tag) ช่วยบอก Google ว่าหน้านี้เกี่ยวกับเรื่องอะไร และควรแสดงผลกับคำค้นหาแบบใด
- คำอธิบายหน้าเว็บ (Meta Description) แม้ไม่ใช่ปัจจัยจัดอันดับโดยตรง แต่ช่วยสรุปเนื้อหาให้ Google และผู้ใช้งานเข้าใจภาพรวมของหน้าได้ทันที
- โครงสร้างเนื้อหาเป็นระบบ มีการใช้ Heading เช่น H1, H2, H3… เพื่อแบ่งหัวข้อต่างๆ อย่างชัดเจน ทำให้ Google เข้าใจลำดับความสำคัญของข้อมูลทั้งหมด
- มีคีย์เวิร์ดที่สอดคล้องกับเนื้อหา ควรใช้คำที่กลุ่มเป้าหมายค้นหาจริงๆ และแทรกในเนื้อหาอย่างเป็นธรรมชาติ
ยิ่งคุณอธิบายรายละเอียดสินค้าและบริการบนหน้าเว็บได้ชัดเจน เป็นลำดับ และครอบคลุมมากเท่าไหร่ Google ก็จะยิ่งเข้าใจบริบทของธุรกิจได้ดีขึ้นเท่านั้น ซึ่งเพิ่มโอกาสที่หน้าเว็บจะถูกเลือกไปแสดงผลเมื่อผู้ใช้ค้นหาคำที่เกี่ยวข้องในขั้นตอนการจัดอันดับต่อไป
3. Ranking (การจัดอันดับ)
เป็นขั้นตอนที่ Google ประมวลผลข้อมูลทั้งหมด เพื่อเลือกหน้าเว็บที่เหมาะสมที่สุดมาแสดงผลเมื่อผู้ใช้พิมพ์คำค้นหาเข้ามา แม้ Google จะใช้ปัจจัยการจัดอันดับ (Ranking Factors) หลายร้อยรายการที่ไม่มีใครรู้ได้แน่ชัด แต่ทีม SEO ของแองก้าขอสรุปเป็นปัจจัยสำคัญ 3 ด้านหลักๆ ได้แก่
- ความเกี่ยวข้องของเนื้อหากับคำค้นหา เนื้อหาบนหน้าเว็บต้องตอบคำถามหรือความต้องการของผู้ค้นหาได้ตรงจุด และสอดคล้องกับคีย์เวิร์ดที่ใช้
- ความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์ เว็บไซต์ที่มีแหล่งข้อมูลอื่นอ้างอิง หรือมีลิงก์มาจากเว็บไซต์คุณภาพ จะถูกมองว่ามีความน่าเชื่อถือมากกว่าในสายตา Google
- ประสบการณ์การใช้งานของผู้ใช้ เว็บไซต์ต้องโหลดเร็ว ใช้งานง่าย รองรับมือถือ และทำให้ผู้ใช้อยู่บนหน้าเว็บได้นาน
SEO Marketing จึงไม่ใช่แค่การปรับเว็บไซต์ให้ถูกใจบอทของ Google เท่านั้น แต่คือการพัฒนาเว็บไซต์ให้เป็นคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับลูกค้าเป้าหมายด้วย หากเว็บไซต์ของคุณให้ข้อมูลที่ครบถ้วน น่าเชื่อถือ และใช้งานได้ดีกว่าคู่แข่ง Google ก็มีแนวโน้มที่จะมอบอันดับที่ดีกว่าให้แน่นอนครับ
ทำการตลาด SEO กับ SEM ไปพร้อมกันเลยได้ไหม
ทำได้ครับ เพราะการตลาด SEO กับ SEM ไม่ได้มาแทนที่กัน แต่ทำงานส่งเสริมกันอย่างมีประสิทธิภาพ โดย SEO ช่วยสร้างความยั่งยืนและลดต้นทุนในระยะยาว ส่วน SEM ช่วยสร้างยอดขายและเก็บข้อมูลลูกค้าในระยะสั้น เมื่อวางแผนกลยุทธ์การตลาดเพื่อให้ทั้งสองส่วนทำงานร่วมกัน ธุรกิจจะครอบคลุมพื้นที่การค้นหาทั้งโซนโฆษณาและโซนแบบ Organic ส่งผลดีต่อธุรกิจ ดังนี้
- บริหารเป้าหมายระยะสั้นและระยะยาวได้อย่างสมดุล SEM สร้างยอดขายได้ทันที ในช่วงที่ SEO ยังใช้เวลาไต่อันดับประมาณ 3–6 เดือน ทำให้ธุรกิจมีกระแสเงินสดหมุนเวียนต่อเนื่อง ไม่ต้องรอผลลัพธ์ระยะยาวเพียงอย่างเดียว
- ใช้ข้อมูลจาก SEM มาช่วยวางแผน SEO ได้แม่นยำ คีย์เวิร์ดที่ทำยอดขายได้จริงจากโฆษณา สามารถนำมาใช้เป็นแนวทางทำคอนเทนต์ SEO ได้ ช่วยลดปัญหาเรื่องการทำคอนเทนต์แล้วไม่เกิดทราฟฟิกหรือยอดขาย
- เพิ่มพื้นที่การมองเห็นธุรกิจคุณให้มากที่สุด การที่เว็บไซต์ปรากฏทั้งในตำแหน่งโฆษณาและผลการค้นหาแบบธรรมดา ช่วยเพิ่มโอกาสการคลิกและลดพื้นที่การมองเห็นของคู่แข่งไปพร้อมกันด้วย
- สนับสนุนการทำ Remarketing ให้มีประสิทธิภาพ การตลาด SEO จะดึงผู้ชมเข้ามาอ่านคอนเทนต์ด้วยต้นทุนต่ำ จากนั้นสามารถนำข้อมูลผู้เข้าชมไปทำโฆษณา Remarketing ผ่าน SEM เพื่อปิดการขายได้คุ้มค่ากว่าการหาลูกค้าใหม่ตลอดเวลา
ตัวอย่าง การทำการตลาด SEO กับ SEM ไปพร้อมกันของ ANGA
ทำให้เว็บไซต์ของ ANGA ปรากฏทั้งในตำแหน่งโฆษณา (Sponsored Results) ผลการค้นหาแบบธรรมดา (Organic Result) และยังปรากฏใน AI Overview ซึ่งเป็นการวางกลยุทธ์ของทีม SEO เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายมองเห็นแต่แบรนด์ของเราให้มากที่สุด

เปลี่ยนเว็บไซต์เป็นเครื่องมือสร้างฐานลูกค้าด้วยการตลาด SEO
SEO Marketing จึงไม่ใช่การทำเพื่อให้เว็บติดอันดับเท่านั้น แต่ยังเป็นกลยุทธ์ทางธุรกิจที่เน้นสร้างช่องทางดึงดูดลูกค้าที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง หัวใจสำคัญคือ การเปลี่ยนจากการจ่ายเงินเช่าพื้นที่โฆษณา มาเป็นการลงทุนสร้างคุณภาพบนเว็บไซต์ของเราเอง ซึ่งช่วยแก้ปัญหาต้นทุนการตลาดที่พุ่งสูงขึ้นได้โดยตรง
แม้กระบวนการนี้จะต้องอาศัยเวลาและความเชี่ยวชาญในช่วงเริ่มต้น แต่เมื่อเว็บไซต์ครองอันดับบน Google ได้แล้ว ผลตอบแทนที่ธุรกิจจะได้คือ ลูกค้าที่มีความต้องการซื้อจริง (High Intent) เข้ามาใช้บริการอย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้องแบกรับต้นทุนค่าคลิก หากเป้าหมายของคุณคือการสร้างความมั่นคงในระยะยาวและลดความเสี่ยงจากการพึ่งพา Paid Media เพียงอย่างเดียว การตลาด SEO คือคำตอบที่ธุรกิจไม่ควรมองข้ามครับ










