หลายคนอาจเคยสงสัยว่า ทำไมบางบทความเขียนได้ดีมากแต่ไม่ติดอันดับบน Google ขณะที่บางบทความดูเรียบง่ายกลับขึ้นไปอยู่อันดับต้นๆ ความจริงแล้วการเขียนบทความ SEO ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการใส่ Keyword เพียงอย่างเดียว แต่ต้องสร้างเนื้อหาที่มีคุณค่าและตอบโจทย์ความต้องการของผู้อ่านจริงๆ บริการรับทำ SEO จะมีทีม SEO Content Writer ที่ให้ความสำคัญทั้งโครงสร้างบทความ พฤติกรรมการค้นหา และคุณภาพของเนื้อหาโดยรวม 

ทีม SEO ของ ANGA (แองก้า) จึงได้รวบรวมขั้นตอนการเขียนบทความ SEO แบบ Step-by-Step ที่เราใช้ทำงานจริงๆ ผ่านประสบการณ์รับเขียนบทความ SEO ให้องค์กรชั้นนำในไทยมากมาย เพื่อให้คุณเห็นภาพตั้งแต่ขั้นตอนเริ่มต้นจนออกมาเป็นบทความที่เพิ่ม Traffic และสร้าง Conversion ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การเขียนบทความ SEO คืออะไร

บทความ SEO คือ การสร้างเนื้อหาบนเว็บไซต์ที่ออกแบบมาเพื่อสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งกับผู้อ่านและระบบค้นหา (Search Engine) อย่าง Google โดยมีเป้าหมายเพื่อให้เนื้อหาตอบคำถามหรือแก้ปัญหาได้ตรงกับความต้องการของผู้ค้นหา ซึ่งเนื้อหาที่ดีควรมีโครงสร้างชัดเจน อ่านเข้าใจง่าย และนำเสนอข้อมูลที่น่าเชื่อถือ

ในมุมมองของเอเจนซี่ บทความ SEO ไม่ใช่แค่การเขียนเรื่องที่อยากเล่า แต่คือการสร้างเนื้อหาที่สอดคล้องกับสิ่งที่ผู้ใช้งานกำลังค้นหาและสิ่งที่ Google ต้องการนำไปแสดงผลด้วย เนื้อหาจึงต้องมีการใช้ Keyword อย่างเป็นธรรมชาติในตำแหน่งที่เหมาะสม เพื่อให้ Google เข้าใจบริบทของบทความได้ชัดเจนมากขึ้น เมื่อบทความมีคุณภาพและตรงกับความต้องการของผู้ค้นหา ก็จะช่วยเพิ่มโอกาสติดอันดับบน Google และสร้างผู้เข้าชมเว็บไซต์ที่มีคุณภาพได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้องพึ่งโฆษณาเพียงอย่างเดียว

องค์ประกอบของบทความ SEO ที่มีโอกาสติดอันดับ

บทความ SEO ที่มีคุณภาพและสามารถแข่งขันบนหน้าผลการค้นหาได้ มักประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญหลายด้านที่ทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบตั้งแต่

  • Keyword: เลือกคำค้นหาที่มีปริมาณการค้นหา (Search Volume) และมีความเกี่ยวข้องกับสินค้า บริการ หรือเนื้อหาของธุรกิจ เพื่อให้บทความเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายจริงๆ
  • Search Intent: ความต้องการที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังคำค้นหานั้น ซึ่งเนื้อหาควรตอบให้ตรงกับสิ่งที่ผู้ใช้งานกำลังมองหาได้อย่างชัดเจน
  • โครงสร้างบทความ: การจัดลำดับหัวข้อด้วย Heading Tag (H1–H4) อย่างเป็นระบบ ตามลำดับความสำคัญของหัวข้อ ช่วยให้ทั้งผู้อ่านและ Search Engine เข้าใจเนื้อหาได้ง่ายขึ้น
  • ความน่าเชื่อถือ: การนำเสนอข้อมูลที่ถูกต้อง พร้อมแหล่งอ้างอิงหรือหลักฐานที่ตรวจสอบได้ ช่วยให้ Googlebot ไว้ใจเนื้อหาของเรามากขึ้น
  • ประสบการณ์จริง: การนำเสนอข้อมูลเชิงลึกจากการใช้งานหรือการทำงานจริง ช่วยเพิ่มคุณค่าให้บทความและเป็นสิ่งที่คู่แข่งเลียนแบบได้ยาก

ความแตกต่างระหว่างบทความทั่วไป vs บทความ SEO

  • บทความทั่วไป มักเป็นการเล่าเรื่องหรือแชร์ข้อมูลของผู้เขียนเป็นหลัก เช่น การเขียนบันทึกประสบการณ์ การระบายความรู้สึก หรือการให้ความรู้ตามความสนใจส่วนตัว โดยไม่ได้คำนึงว่าคนจะค้นหาด้วย Keyword อะไร ซึ่งมักจะได้รับความนิยมในกลุ่มผู้ติดตามเดิมอยู่แล้ว แต่อาจจะเงียบหายไปตามกาลเวลาเพราะไม่มีคนค้นหาเจอผ่าน Google
  • บทความ SEO คือบทความที่ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาให้กับผู้ค้นหาโดยเฉพาะ โดยจะเริ่มจากการตั้งคำถามว่า คนกำลังสงสัยเรื่องอะไร จากนั้นเรียบเรียงคำตอบผ่านโครงสร้างที่ Google ชอบ เช่น การวางหัวข้อเป็นลำดับขั้น การใช้ Keyword ที่คนค้นหาจริง และการเน้นเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ในระยะยาวหรือ Evergreen Content

วิธีเขียนบทความ SEO ลงเว็บไซต์ให้ติดอันดับ Google

1. เริ่มต้นหา Keyword ด้วยตัวเองแบบง่ายๆ

Keyword คือ คำหรือวลีที่ผู้ใช้พิมพ์ค้นหาบน Google เพื่อหาคำตอบหรือสิ่งที่ต้องการ ไม่ว่าจะหาความรู้ เปรียบเทียบสินค้า หรือค้นหาบริการต่างๆ สำหรับการเขียนบทความ SEO แล้ว Keyword ถือเป็นตัวกำหนดทิศทางเนื้อหาทั้งหมด ตั้งแต่การเลือกหัวข้อ การวางโครงสร้างบทความ ไปจนถึงวิธีนำเสนอข้อมูล หากเลือก Keyword ได้ตรงกับความต้องการของผู้ค้นหา โอกาสที่บทความจะติดอันดับก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย ในทางปฏิบัติจริง Keyword ไม่ได้มีแค่คำค้นหาสั้นๆ เพียงคำเดียว แต่เราจะแบ่งเป็น 3 รูปแบบหลักๆ ดังนี้

  1. Focus Keyword คือ คำค้นหาหลักที่ต้องการให้บทความติดอันดับ ช่วยกำหนดว่าบทความเกี่ยวข้องกับเรื่องอะไร โดยทั่วไปบทความหนึ่งควรมี Focus Keyword หลักเพียงคำเดียว เช่น “SEO คือ” เพื่อให้ Google เข้าใจหัวข้อได้ตรงประเด็นที่สุด และไม่ให้เราเขียนหลงประเด็นด้วย
  2. Cluster Keyword คือ คำค้นหาที่มีความหมายเกี่ยวข้องกับ Focus Keyword หรือคำค้นหาที่ผู้ใช้อาจค้นหาควบคู่กัน เช่น “SEO คืออะไร, SEO SEM คืออะไร” ซึ่งจะช่วยให้เราเขียนเนื้อหาที่ครอบคลุมมากขึ้น ทำให้ Search Engine มองว่าบทความนี้มีข้อมูลเชิงลึกและมีคุณภาพ
  3. Long-tail Keyword คือ คำค้นหาที่มีความเฉพาะเจาะจงและมักอยู่ในรูปแบบประโยค เช่น “SEO คืออะไร สำคัญอย่างไร” แม้คำค้นหารูปแบบนี้จะมีปริมาณการค้นหาน้อยกว่า แต่เป็นรูปแบบที่สะท้อนความต้องการของผู้ค้นหาได้ชัดเจนที่สุด ทำให้มีโอกาสเกิด Conversion สูงกว่า นอกจากนี้ ในยุค AI Search ผู้คนมีแนวโน้มค้นหาเป็นประโยคคำถามมากขึ้น การใช้ Long-tail Keyword จึงช่วยเพิ่มโอกาสให้บทความติดการค้นหาผ่าน AI ได้ด้วย

วิธีหา Keyword ด้วยตัวเองบน Google

  • Google Suggest: พิมพ์ Focus Keyword เช่น "SEO คือ" แล้วดูคำแนะนำที่ Google แสดงขึ้นมาในช่องค้นหาว่ามีคำไหนเกี่ยวกับเรื่องที่ต้องการจะเขียนอีกบ้าง
เริ่มหา Keyword ก่อนทำบทความ SEO
  • People also ask (คำถามอื่นๆ): ดูส่วนคำถามอื่นๆ ในหน้าผลการค้นหา เพื่อดูว่าคนอยากรู้เรื่องอะไรอีกบ้างเมื่อเสิร์ช Keyword คำเดียวกัน
หา Keyword เพื่อทำบทความ SEO
  • People also search for (และผู้คนยังค้นหา): ดูคำค้นหาที่เกี่ยวข้องซึ่งจะอยู่ด้านล่างสุดของ Google เมื่อเสิร์ช Keyword คำเดียวกัน
วิธีหา Keyword ทำบทความ SEO

สำหรับวิธีเลือก Keyword ที่เหมาะกับมือใหม่ แนะนำให้เลือก Keyword ที่ไม่กว้างจนเกินไป เพราะคำที่มีการแข่งขันสูง เช่น “SEO” จะติดอันดับได้ยาก ควรเลือกคำที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น เช่น “วิธีทำ SEO สำหรับมือใหม่” ช่วยให้แข่งขันได้ง่ายกว่า และเพิ่มโอกาสติดอันดับ Google ได้เร็วขึ้น

2. เข้าใจ Search Intent ก่อนเริ่มเขียนบทความ

Search Intent คือ ความต้องการหรือเป้าหมายที่อยู่เบื้องหลังการค้นหาของผู้ใช้งาน หากเนื้อหาที่เขียนไม่ตรงกับสิ่งที่ผู้ค้นหาต้องการ ต่อให้บทความมีข้อมูลดีหรือเขียนละเอียดเพียงใด Google ก็อาจไม่จัดอันดับให้ เนื่องจากหน้าที่ของ Search Engine คือ การแสดงผลลัพธ์ที่ตอบโจทย์ผู้ใช้งานมากที่สุด การเข้าใจ Search Intent จึงเป็นขั้นตอนสำคัญก่อนเริ่มวางโครงสร้างบทความ

โดยทั่วไป Search Intent แบ่งเป็น 5 ประเภทหลักๆ ดังนี้

  1. Informational Intent คือ การค้นหาเพื่อหาความรู้หรือข้อมูล เช่น “วิธีทำ SEO” หรือ “SEO คืออะไร” เนื้อหาที่เหมาะสมควรเป็นบทความให้ความรู้หรือคู่มือแบบ Step-by-Step
  2. Commercial Intent คือ การค้นหาเพื่อเปรียบเทียบข้อมูลก่อนตัดสินใจ เช่น “รีวิวเครื่องมือ SEO” หรือ “บริษัทรับทำ SEO ที่ไหนดี” เนื้อหาควรเน้นการเปรียบเทียบ ข้อดีข้อเสีย หรือคำแนะนำในการเลือก
  3. Transactional Intent คือ การค้นหาที่มีเป้าหมายเพื่อซื้อสินค้าหรือใช้บริการ เช่น “บริการรับทำ SEO” เนื้อหาที่เหมาะสมควรเป็นหน้า Service หรือ Landing Page ที่มีรายละเอียดบริการชัดเจน
  4. Navigational Intent คือ การค้นหาเพื่อไปยังเว็บไซต์หรือแพลตฟอร์มที่ต้องการโดยตรง เช่น “Netflix login” หรือชื่อแบรนด์ต่างๆ
  5. Local Intent คือ การค้นหาเกี่ยวกับธุรกิจหรือบริการในพื้นที่ใกล้เคียง เช่น “บริษัท SEO สีลม” หรือ “ร้านกาแฟใกล้ฉัน” เนื้อหาควรมีข้อมูลสถานที่และพื้นที่ให้บริการชัดเจน

วิธีดู Search Intent แบบง่ายๆ บน Google

วิธีที่ง่ายที่สุดในการวิเคราะห์ Search Intent คือ การนำ Keyword ที่เราต้องการเขียนบทความ SEO ไปค้นหาใน Google แล้วสังเกตผลลัพธ์หน้าแรก 

  • ถ้าหน้าแรกเป็นบทความ Listicle หรือบทความแบบรายการ เช่น “10 เครื่องมือ SEO ที่ดีที่สุด” แสดงว่าผู้ค้นหาต้องการข้อมูลเพื่อเปรียบเทียบตัวเลือกต่างๆ
  • ถ้าหน้าแรกเป็นบทความ How-to หรือคู่มือการทำ แสดงว่าผู้ค้นหาต้องการเรียนรู้วิธีการอย่างเป็นขั้นตอน (Step by step)
  • ถ้าหน้าแรกเป็นหน้า Landing Page ของสินค้า หรือบริการ แสดงว่าผู้ค้นหามีแนวโน้มพร้อมตัดสินใจซื้อหรือใช้บริการแล้ว

การเขียนบทความ SEO ให้สอดคล้องกับรูปแบบเหล่านี้ จะช่วยเพิ่มโอกาสให้เนื้อหาติดอันดับ Google ได้มากขึ้น

3. วางโครงสร้างบทความ SEO ให้เป็นระบบ

การวางโครงสร้างบทความ หรือที่เอเจนซี่มักเรียกว่า ขั้นตอนการวาง Outline คือการกำหนดลำดับหัวข้อก่อนเริ่มเขียนจริง เพื่อวางแผนว่าบทความควรเริ่มจากเรื่องใด ต่อด้วยหัวข้ออะไร และจบอย่างไร เพื่อให้เนื้อหาเรียงลำดับอย่างเป็นระบบ ขั้นตอนนี้ถือว่าสำคัญมาก เพราะบทความ SEO ที่มี Outline ชัดเจน มักมีโอกาสติดอันดับได้ดีกว่าบทความที่เขียนต่อกันยาว ๆ โดยไม่มีการแบ่งหัวข้อ นอกจากนี้ การวาง Outline ยังช่วยให้เนื้อหาครอบคลุมประเด็นสำคัญ ลดการเขียนซ้ำ และตอบโจทย์ผู้ค้นหาได้ครบถ้วน

ความสำคัญของการวางโครงสร้างบทความ SEO

การวางโครงสร้างบทความ SEO
  • Googlebot อ่านเนื้อหาเป็น Section
    Search Engine ไม่ได้อ่านบทความเหมือนมนุษย์ แต่จะวิเคราะห์เนื้อหาเป็นส่วนๆ ผ่าน Heading Tag ตามรูป เช่น <h1>, <h2>, และ <h3> ที่ช่วยบอกลำดับความสำคัญของข้อมูลในแต่ละหัวข้อ ทำให้ Google เข้าใจว่าบทความกำลังจะอธิบายเรื่องอะไร และส่วนไหนคือหัวข้อหลัก หัวข้อย่อย หากมีการจัดลำดับ Heading อย่างถูกต้อง Google จะตีความบริบทของบทความได้แม่นยำขึ้น
  • ช่วยลด Bounce Rate
    Bounce Rate คือ อัตราส่วนของผู้เข้าชมที่เปิดหน้าเว็บไซต์แล้วออกไปโดยไม่ทำกิจกรรมอื่นต่อ เช่น ไม่เลื่อนอ่าน ไม่คลิกลิงก์ หรือไม่เข้าไปยังหน้าอื่น หากบทความอ่านยาก ไม่มีการแบ่งหัวข้อ หรือหาข้อมูลไม่เจอ ผู้อ่านมักออกจากหน้าเว็บไซต์อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ Bounce Rate สูงขึ้น ซึ่งส่งผลต่อการจัดอันดับ Google
  • ช่วยให้ผู้อ่านค้นหาข้อมูลได้ง่ายขึ้น
    การแบ่งหัวข้อต่างๆ อย่างชัดเจน ช่วยให้ผู้อ่านสแกนเนื้อหาและเลือกอ่านเฉพาะส่วนที่ต้องการได้ทันที เมื่อเข้าถึงข้อมูลได้เร็ว ผู้อ่านมักใช้เวลาอยู่บนหน้าเว็บนานขึ้น และมีโอกาสคลิกอ่านเนื้อหาอื่นต่อ ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้เป็นสัญญาณที่ช่วยให้ Google ประเมินว่า บทความนี้มีประโยชน์ต่อผู้ใช้งาน และส่งผลดีต่อการจัดอันดับในระยะยาว

นอกจากนี้ ควรมีการเล่าเรื่อง (Storytelling) ที่ค่อยๆ พาผู้อ่านจากพื้นฐานไปสู่เนื้อหาเชิงลึก โดยเริ่มจากคำถามที่คนส่วนใหญ่อยากรู้ก่อน แล้วต่อยอดไปยังหัวข้อที่เกี่ยวข้องในลำดับถัดไป หากมีการวางกลยุทธ์ Storytelling ที่ดี ก็มีแนวโน้มที่ผู้อ่านจะอ่านต่อจนจบ นอกจากจะช่วยลด Bounce Rate แล้ว ยังสะท้อนความเข้าใจในหัวข้อและประสบการณ์ของผู้เขียน ทำให้บทความดูเป็นมืออาชีพและน่าเชื่อถือมากขึ้นในสายตาผู้อ่านและ Search Engine

4. วิธีวาง Keyword ให้ Google เข้าใจบทความ

การวาง Keyword ในบทความ SEO ช่วยยืนยันความเกี่ยวข้องระหว่างเนื้อหากับคำค้นหาที่ผู้ใช้งานเสิร์ช ซึ่งการทำ SEO ในปัจจุบัน ไม่ได้เน้นการใส่ Keyword ให้มากที่สุด แต่เน้นการวาง Keyword ในตำแหน่งสำคัญอย่างเป็นธรรมชาติ เพื่อให้ผู้อ่านและ Google เข้าใจเนื้อหาได้อย่างถูกต้องและชัดเจน โดยตำแหน่งสำคัญที่ควรมี Keyword คือ

  • Title (ชื่อบทความ)
    Title ที่มี Keyword ชัดเจน ช่วยให้ Google เข้าใจเนื้อหาได้ง่ายขึ้น และยังช่วยให้ผู้ค้นหามองเห็นว่าบทความตรงกับสิ่งที่ต้องการ จึงมีโอกาสคลิกเข้าอ่านมากขึ้น ส่งผลให้ CTR สูงขึ้น
  • Meta Description
    Meta Description คือ คำอธิบายสั้นๆ อยู่ใต้ชื่อบทความบนหน้าค้นหา แม้จะไม่ใช่ปัจจัยจัดอันดับโดยตรง แต่การมี Keyword ในส่วนนี้ ช่วยย้ำความเกี่ยวข้องของเนื้อหา และช่วยดึงดูดให้ผู้ค้นหาตัดสินใจคลิกเข้ามาอ่าน
  • H1 (หัวข้อหลักของหน้า)
    H1 คือ หัวข้อหลักของบทความและควรมีเพียง 1 Tag ต่อหน้า ควรมี Keyword อยู่ในหัวข้อนี้ เพื่อบอก Google อย่างชัดเจนว่าบทความพูดถึงเรื่องอะไร
  • ย่อหน้าแรกของบทความ
    การใส่ Keyword ในช่วงย่อหน้าแรก ช่วยให้ Googlebot ยืนยันความเกี่ยวข้องของเนื้อหาได้ตั้งแต่ต้นบทความ และช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจได้ทันทีว่า หน้านี้มีคำตอบที่กำลังค้นหาอยู่
  • H2 หรือหัวข้อหลัก
    การใส่ Keyword หรือคำที่เกี่ยวข้องไว้ในหัวข้อ H2 บางหัวข้อ ช่วยกระจายความสำคัญของ Keyword ไปยังส่วนต่างๆ ของบทความ และช่วยให้ Google เข้าใจโครงสร้างเนื้อหาได้ดีขึ้น
  • Image Alt Text
    Alt Text คือ คำอธิบายรูปภาพที่ช่วยให้ Search Engine เข้าใจว่ารูปนั้นเกี่ยวกับอะไร การใส่ Keyword หรือคำที่เกี่ยวข้องใน Alt Text จะช่วยเสริมความสมบูรณ์ของบทความ และเพิ่มโอกาสในการแสดงผลใน Google Images ด้วย แนะนำว่าควรใส่ข้อความที่บรรยายภาพนั้นจริงๆ เช่น alt="ขั้นตอนการทำ SEO ด้วยตัวเอง"
  • ย่อหน้าสรุปบทความ
    เป็นการย้ำประเด็นสำคัญอีกครั้ง และช่วยให้ Google เห็นความสอดคล้องของเนื้อหาตั้งแต่ต้นจนจบ

ต้องใส่ Keyword ในบทความ SEO เยอะแค่ไหน?

การทำ SEO ในอดีต จะมีการกำหนดสัดส่วน Keyword Density ไว้ประมาณ 2–3% ของเนื้อหาทั้งหมด แต่ปัจจุบันไม่มีตัวเลขตายตัวอีกต่อไป อีกทั้งการใส่ Keyword มากเกินหรือที่เรียกว่า Keyword Stuffing อาจทำให้บทความดูไม่เป็นธรรมชาติ เสี่ยงอันดับตก และส่งผลเสียต่อประสบการณ์ผู้ใช้งาน ซึ่งเป็นสิ่งที่ Google ให้ความสำคัญอย่างมาก ดังนั้น แนวทางที่ดีที่สุดคือ การใส่ Keyword ในตำแหน่งสำคัญที่เราแนะนำไป และเขียนเนื้อหาที่เน้นคุณภาพจริงๆ

5. ลักษณะของบทความ SEO ที่มีคุณภาพ

การเขียนบทความลงเว็บไซต์ให้มีคุณภาพในมุมของ SEO ต้องเป็นเนื้อหาที่ทำให้ Google เห็นถึงคุณค่าและความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์ ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการจัดอันดับคือ หลักเกณฑ์ E-E-A-T (Experience, Expertise, Authoritativeness, Trustworthiness) ซึ่งใช้ประเมินคุณภาพของเนื้อหาและความน่าเชื่อถือของผู้เขียน หากบทความสอดคล้องกับหลักการนี้ จะช่วยเพิ่มโอกาสให้เว็บไซต์ติดอันดับได้มากขึ้น

  • Experience (ประสบการณ์จริง)
    บทความ SEO ที่มีคุณภาพ ควรสะท้อนประสบการณ์จากการทำงานหรือการลงมือทำจริง เช่น การแชร์ขั้นตอนการเขียนบทความลงเว็บไซต์จากโปรเจกต์ที่เคยทำ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น หรือ Case Study ที่อธิบายกระบวนการทำงานได้ชัดเจน การมีตัวอย่างจริงหรือภาพประกอบจากการทำงาน จะช่วยให้เนื้อหาดูมีน้ำหนักมากกว่าการเขียนเชิงทฤษฎีเพียงอย่างเดียว
  • Expertise (ความเชี่ยวชาญ)
    เนื้อหาควรแสดงให้เห็นถึงความเข้าใจในหัวข้อนั้นอย่างลึกซึ้ง ไม่ใช่แค่การรวบรวมข้อมูลทั่วไป การอธิบายคำศัพท์เฉพาะหรือเทคนิคต่างๆ ให้เข้าใจง่าย แต่ยังคงรายละเอียดที่ถูกต้อง จะช่วยให้ผู้อ่านเห็นถึงความเชี่ยวชาญ และทำให้บทความมีคุณค่ามากขึ้นในสายตาของ Google
  • Authoritativeness (ความเป็นแหล่งข้อมูลหลัก)
    เว็บไซต์ที่เขียนบทความในหัวข้อเดียวกันอย่างต่อเนื่อง เช่น การเขียนบทความลงเว็บไซต์ด้าน SEO หรือ Digital Marketing เป็นประจำ จะช่วยสร้างความเชื่อมโยงของเนื้อหา และทำให้ Google มองว่าเว็บไซต์มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เมื่อมีบทความจำนวนมากที่ครอบคลุม Topic เดียวกัน ก็จะช่วยเสริมความเป็น Authority ของเว็บไซต์ในระยะยาว
  • Trustworthiness (ความน่าเชื่อถือ)
    ความถูกต้องของข้อมูลและความโปร่งใสของผู้เขียนเป็นสิ่งสำคัญ บทความควรมีแหล่งอ้างอิงที่ตรวจสอบได้ เช่น หน่วยงานภาครัฐ งานวิจัย หรือสถาบันที่มีความน่าเชื่อถือ รวมถึงมีข้อมูลผู้เขียนหรือช่องทางติดต่อที่ชัดเจน สิ่งเหล่านี้ช่วยเพิ่มความไว้วางใจให้กับผู้อ่านและทำให้ Google ประเมินคุณภาพของบทความได้ดีขึ้น

เมื่อการเขียนบทความลงเว็บไซต์สอดคล้องกับหลัก E-E-A-T ได้อย่างครบถ้วน นอกจากจะช่วยให้เว็บไซต์ติดอันดับดีขึ้น ยังสร้างความน่าเชื่อถือให้กับธุรกิจ และดึงดูดผู้เข้าชมที่มีคุณภาพได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเขียนบทความ SEO

บทความ SEO ต้องยาวแค่ไหน?

ค่าเฉลี่ยส่วนใหญ่จะอยู่ที่ประมาณ 1,200 – 2,500 คำ แต่จากประสบการณ์ทีม SEO ของ ANGA เราพบว่า ปริมาณคำไม่ใช่ตัวตัดสินอันดับเสมอไป คุณภาพและการสร้างเนื้อหาที่ตอบโจทย์ Search Intent คือสิ่งสำคัญที่สุด หากเนื้อหา 800 คำของคุณตอบคำถามได้ครบถ้วนกว่าบทความ 3,000 คำที่น้ำเยอะ คุณก็มีโอกาสติดอันดับสูงกว่าได้ครับ

บทความ SEO กี่วันติดอันดับ?

โดยปกติ Google จะใช้เวลา Index ประมาณ 1-2 สัปดาห์ แต่การจะขึ้นไปอยู่อันดับต้นๆ อาจใช้เวลา 1-6 เดือน ขึ้นอยู่กับความแข็งแรงของโดเมน (Domain Authority) และความยากง่ายของ Keyword ในอุตสาหกรรมของคุณ

มือใหม่เขียนบทความ SEO เองได้ไหม?

เขียนเองได้แน่นอน โดยทักษะสำคัญที่ต้องใช้คือ การสรุปความและความเข้าใจในกลุ่มเป้าหมาย หากเข้าใจว่าลูกค้าของคุณมีปัญหาอะไรและเรียบเรียงออกมาเป็นคำตอบได้ พร้อมทำตามวิธีเขียนบทความ SEO ข้างต้น คุณก็มีพื้นฐานที่ดีของการเป็น SEO Content Writer แล้วครับ

ใช้ AI เขียนบทความ SEO ได้ไหม?

ใช้ได้ แต่ต้องไม่ใช่การ Copy-Paste สำหรับวิธีใช้ AI ช่วยเขียนบทความ SEO ให้ถูกใจ Google ควรใช้ AI เพื่อวางโครงสร้างหรือดราฟเนื้อหา แต่ต้องผ่านการ Fact-check โดยผู้เชี่ยวชาญ และที่สำคัญที่สุดคือ ต้องเติมประสบการณ์จริงและมุมมองส่วนตัวลงไปในเนื้อหาด้วย เพื่อสร้างความแตกต่างจากบทความอื่นๆ ในตลาดที่ใช้ AI เขียนเหมือนกัน 

การเขียนบทความ SEO คือรากฐานที่แข็งแกร่งสู่การเป็นอันดับ 1 บน Google

การเขียนบทความ SEO ได้กลายเป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์ของหลายธุรกิจ แม้ในยุคที่ AI ช่วยสร้างเนื้อหาได้อย่างรวดเร็ว แต่ปัจจัยที่ทำให้บทความติดอันดับและรักษาตำแหน่งบนหน้าแรกของ Google ได้จริง คือการนำหลักการทำ SEO อย่างถูกต้องมาประยุกต์ใช้ ไม่ว่าจะเป็นการวางโครงสร้าง Heading Tag อย่างเป็นระเบียบ การเลือก Keyword ที่สอดคล้องกับ Search Intent และการสร้างเนื้อหาที่สะท้อนประสบการณ์และความเชี่ยวชาญตามแนวทาง E-E-A-T ซึ่งเป็นสิ่งที่ช่วยเพิ่มคุณค่าให้บทความเหนือกว่าคู่แข่ง เมื่อเข้าใจและนำกระบวนการเหล่านี้ไปปรับใช้ การเขียนบทความบนเว็บไซต์จะกลายเป็นเครื่องมือสร้าง Traffic เสริมความน่าเชื่อถือของแบรนด์ และสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว