แนวโน้มการใช้แพลตฟอร์มต่างๆ เริ่มเปลี่ยนจากแค่สร้างการรับรู้ (Awareness) ไปสู่การวัดผลที่แม่นยำและการสร้างประสบการณ์เฉพาะบุคคล (Hyper-Personalization) ผ่าน AI ที่ชาญฉลาดขึ้นทุกวัน การเลือกช่องทางการตลาดออนไลน์จึงไม่ใช่แค่แพลตฟอร์มไหนคนนิยมใช้งานที่สุด แต่คือการวางกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมกลุ่มเป้าหมายของธุรกิจ หากเลือกได้ถูกจุด ธุรกิจจะควบคุมต้นทุนต่อการได้มาซึ่งลูกค้า (CPA) และเพิ่มผลตอบแทนจากค่าโฆษณา (ROAS) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
มาเจาะลึก 7 ช่องทางโฆษณาออนไลน์ที่มีประสิทธิภาพที่หลายธุรกิจนิยมใช้ พร้อมวิเคราะห์วิธีการทำงาน จุดเด่น และความเหมาะสมกับเป้าหมายธุรกิจ เพื่อให้ตัดสินใจลงทุนได้อย่างแม่นยำ
การโฆษณาออนไลน์ (Online Advertising) คืออะไร
การโฆษณาออนไลน์ (Online Advertising) หรือ Digital Advertising คือ กระบวนการสื่อสารการตลาดผ่านโครงข่ายอินเทอร์เน็ต เพื่อส่งสารไปยังกลุ่มเป้าหมายของแต่ละธุรกิจ อาศัยการประมวลผลจากฐานข้อมูล (Data-Driven) เป็นหลัก ซึ่งต่างจากการโฆษณาแบบเดิม (Traditional Ads) ตรงที่สามารถกำหนดกลุ่มเป้าหมายได้ละเอียดถึงระดับพฤติกรรม ความสนใจ และสถานที่ตั้ง พร้อมทั้งวัดผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นได้แบบเรียลไทม์ผ่านตัวเลขที่ชัดเจน
การทำการตลาดออนไลน์ในปัจจุบันยังผสานเทคโนโลยี Machine Learning และ AI เพื่อเรียนรู้พฤติกรรมผู้บริโภคตั้งแต่การรับรู้ (Awareness) ไปจนถึงการตัดสินใจซื้อ (Conversion) ทำให้โฆษณาไม่ได้ทำหน้าที่แค่ป่าวประกาศ แต่เป็นการสร้างประสบการณ์เฉพาะบุคคลได้แบบถูกที่ ถูกเวลา และถูกคนจริงๆ เพื่อเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนจากการลงทุน (ROAS) ให้สูงที่สุด
7 ช่องทางโฆษณาออนไลน์ที่ธุรกิจนิยมใช้ พร้อมแนะนำกลยุทธ์การทำให้ได้ผล

1. Google Ads
Google Ads คือ แพลตฟอร์มโฆษณาที่ทรงพลังที่สุดของเครื่องมือค้นหา จุดแข็งสำคัญของการทำโฆษณาผ่าน Google คือ การเข้าถึงผู้ใช้ในช่วงเวลาที่พวกเขามีความตั้งใจทำอะไรบางอย่างชัดเจน (High Intent) เป็นการทำการตลาดออนไลน์ผ่านระบบประมูลโฆษณาแบบเรียลไทม์ ทำให้แบรนด์ปรากฏตัวได้ตรงจังหวะที่ผู้บริโภคกำลังตัดสินใจ หรือที่เรียกว่า Micro-Moments
รูปแบบโฆษณาหลักๆ ของ Google Ads มีดังนี้
- Search Ads โฆษณาตามคำค้นหา (Keywords) เพื่อเข้าถึงผู้ที่กำลังมองหาสินค้าหรือบริการโดยตรง เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการยอดขายหรือ Lead ทันที เพราะเป็นการจับ Demand ที่เกิดขึ้นแล้ว
- Display Ads (Google Display Network–GDN) แบนเนอร์โฆษณาที่แสดงบนเว็บไซต์พาร์ทเนอร์ ใช้สร้างการรับรู้ (Awareness) และทำ Retargeting กับผู้ที่เคยเข้าเว็บไซต์เราแต่ยังไม่ตัดสินใจซื้อ
- YouTube Ads โฆษณาวิดีโอที่ช่วยสร้างการจดจำแบรนด์และกระตุ้นการตัดสินใจซื้อ เหมาะกับสินค้าที่ต้องการอธิบายหรือเล่าเรื่องให้เห็นภาพ
- Shopping Ads แสดงรูปสินค้า ราคา และชื่อร้านบนหน้าผลการค้นหา เหมาะกับธุรกิจ E-commerce ที่ต้องการ Conversion สูง
- Demand Gen โฆษณาแบบภาพและวิดีโอที่แสดงในฟีดของ YouTube และ Gmail เพื่อกระตุ้นความสนใจและสร้างดีมานด์ใหม่ๆ
กลยุทธ์สำคัญของการทำ Google Ads คือ
ควรเริ่มจากการเลือกประเภทแคมเปญให้สอดคล้องกับเป้าหมายธุรกิจ โดย Search Ads เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการปิดการขาย เนื่องจากเป็นการเข้าถึงผู้ใช้ที่มีความตั้งใจซื้อชัดเจน ขณะที่การใช้แคมเปญร่วมกัน เช่น Search, Display และ YouTube จะช่วยครอบคลุม Customer Journey ได้ตั้งแต่การสร้างการรับรู้จนถึงการตัดสินใจซื้อ อีกปัจจัยสำคัญของการทำ Google Ads ให้มีประสิทธิภาพคือ การวัดผลและปรับปรุงแคมเปญอย่างต่อเนื่อง เช่น การปรับ Keyword การทดสอบข้อความโฆษณา และการปรับกลยุทธ์ Bid เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของงบโฆษณา
ในปี 2026 การทำงานร่วมกับแคมเปญแบบ Performance Max (PMax) จะช่วยกระจายโฆษณาไปยังทุกช่องทางของ Google พร้อมใช้ Machine Learning วิเคราะห์ข้อมูลแบบเรียลไทม์ เพื่อเพิ่มโอกาสเกิด Conversion ได้สูงขึ้น
2. SEO Website
SEO คือ กระบวนการปรับแต่งเว็บไซต์ให้ปรากฏในอันดับต้นๆ บนผลการค้นหาของ Google แบบ Organic โดยไม่ต้องเสียค่าโฆษณาต่อคลิก หรือการทำ Search Engine Optimization จึงเป็นช่องทางการตลาดออนไลน์ที่ช่วยสร้างทราฟฟิก และมูลค่าทางธุรกิจได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว โดยเฉพาะสำหรับธุรกิจที่ต้องการลดต้นทุนโฆษณาและสร้างความน่าเชื่อถือผ่านเว็บไซต์ของตัวเอง
องค์ประกอบสำคัญของการทำ SEO
- Keyword Research การวิเคราะห์คีย์เวิร์ดโดยพิจารณาจาก Search Intent ของผู้ค้นหา ดังนี้
- Informational Intent (ต้องการค้นหาข้อมูล)
- Navigational Intent (ต้องการไปยังที่หมาย)
- Commercial Intent (ต้องการเปรียบเทียบทางเลือก)
- Transactional Intent (พร้อมซื้อหรือใช้บริการ)
- Local Intent (ต้องการหาสถานที่ในพื้นที่)
- การเข้าใจ Intent อย่างถูกต้อง จะช่วยให้นักการตลาดสร้างเนื้อหาที่ตอบโจทย์ผู้ใช้งานและมีโอกาสติดอันดับบน Google ได้สูงขึ้นด้วย
- On-Page SEO การปรับแต่งองค์ประกอบภายในเว็บไซต์ เช่น Title, Meta Description และโครงสร้าง Heading (H1–H3) เพื่อให้ทั้งผู้ใช้งานและ Search Engine เข้าใจเนื้อหาได้ง่าย
- Off-Page SEO โดยเฉพาะการสร้าง Backlink จากเว็บไซต์ที่มีความน่าเชื่อถือ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของเว็บไซต์ในมุมมองของ Search Engine
- Technical SEO การปรับปรุงด้านเทคนิคของเว็บไซต์ เช่น ความเร็วในการโหลดหน้าเว็บ (Page Speed) การรองรับการใช้งานบนมือถือ และการใช้ Schema Markup เพื่อช่วยให้ Search Engine วิเคราะห์เนื้อหาได้แม่นยำขึ้น
- Content Strategy การวางโครงสร้างเนื้อหาในรูปแบบ Pillar Content และ Topic Cluster เพื่อสร้างความเชี่ยวชาญในหัวข้อนั้นๆ และเพิ่มโอกาสติดอันดับของคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้อง
วิธีทำ SEO ในปี 2026 ต้องรองรับการค้นหาผ่าน AI Search ที่เข้ามามีบทบาทมากขึ้น อัลกอริทึมจึงให้ความสำคัญกับคุณภาพของเนื้อหา และความน่าเชื่อถือของแหล่งข้อมูลมากกว่าการใช้คีย์เวิร์ดเพียงอย่างเดียว โดยเนื้อหาที่สะท้อนประสบการณ์จริงและความเชี่ยวชาญของผู้เขียนตามแนวคิด E-E-A-T (Experience, Expertise, Authority, Trust) จะมีแนวโน้มได้รับความไว้วางใจและมีโอกาสปรากฏในผลการค้นหาสูงกว่าในระยะยาว
3. Meta Ads (Facebook & Instagram)
Meta Ads ยังคงเป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มโฆษณาที่เข้าถึงผู้ใช้งานได้กว้าง และสามารถกำหนดกลุ่มเป้าหมายได้ละเอียดที่สุด ด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลด้านความสนใจและพฤติกรรม (Interest & Behavior) ของผู้ใช้ ทำให้ธุรกิจนำเสนอสินค้าและบริการไปยังกลุ่มเป้าหมายที่มีแนวโน้มสนใจได้ แม้ว่าผู้ใช้งานจะยังไม่ได้ค้นหาสินค้านั้นโดยตรง
วิธีการทำงานของ Meta Ads จะใช้อัลกอริทึมในการจับคู่โฆษณากับกลุ่มเป้าหมาย โดยอ้างอิงจากพฤติกรรมการใช้งาน ความสนใจ และสัญญาณข้อมูลต่างๆ บนแพลตฟอร์ม ช่วยให้โฆษณาแสดงต่อผู้ใช้ที่มีแนวโน้มเกิด Conversion ได้มากขึ้น แพลตฟอร์มจะรองรับรูปแบบโฆษณาที่หลากหลาย เช่น
- ภาพเดี่ยว (Single Image)
- วิดีโอ (Video Ads)
- Carousel (ภาพหรือวิดีโอแบบสไลด์)
- Reels Ads ซึ่งเป็นรูปแบบที่มีอัตราการเข้าถึงสูงและสอดคล้องกับพฤติกรรมผู้ใช้ในปัจจุบัน
กลยุทธ์สำคัญของการทำ Meta Ads คือ
- Remarketing และ Retargeting ใช้ติดตามผู้ที่เคยเข้าชมเว็บไซต์หรือเคยมีปฏิสัมพันธ์กับแบรนด์ เพื่อกระตุ้นให้กลับมาซื้อซ้ำหรือดำเนินการต่อจนเกิด Conversion
- Lookalike Audience สร้างกลุ่มเป้าหมายใหม่ที่มีลักษณะใกล้เคียงกับลูกค้าปัจจุบัน เพื่อขยายฐานลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ
Meta Ads จึงเหมาะกับธุรกิจประเภท B2C โดยเฉพาะสินค้า Lifestyle แฟชั่น และสินค้าใหม่ที่ต้องการสร้างการรับรู้ในวงกว้างและกระตุ้นความสนใจของตลาด
แนวทางการทำ Meta Ads ในปัจจุบันเริ่มเปลี่ยนไปใช้ Broad Targeting มากขึ้น และให้อัลกอริทึมเรียนรู้จากข้อมูลจริง โดยใช้คุณภาพของคอนเทนต์เป็นตัวช่วยคัดกรองกลุ่มเป้าหมาย Creative จึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่สุด โฆษณาที่สามารถดึงความสนใจของผู้ชมได้ตั้งแต่ช่วงแรกจะมีโอกาสสร้างผลลัพธ์ที่ดีกว่า ในทางกลับกัน หากเนื้อหาไม่น่าสนใจ แม้จะตั้งค่าระบบโฆษณาได้ดีเพียงใด ประสิทธิภาพโดยรวมก็จะลดลงอย่างชัดเจน
4. YouTube Ads
YouTube เป็นแพลตฟอร์มวิดีโอที่มีบทบาทสำคัญต่อการทำการตลาดออนไลน์ และยังเป็น Search Engine อันดับสองของโลกรองจาก Google จุดเด่นของ YouTube คือ การสื่อสารข้อมูลที่ซับซ้อนให้เข้าใจง่ายผ่านภาพ เสียง และการเล่าเรื่อง (Storytelling) เหมาะกับการสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นต่อแบรนด์ในระยะยาว โดยรูปแบบโฆษณาหลักๆ มีดังนี้
- TrueView (In-Stream Ads) โฆษณาวิดีโอที่ผู้ชมกดข้ามได้หลัง 5 วินาที เหมาะสำหรับการนำเสนอเนื้อหาเชิงลึก การเล่าเรื่องแบรนด์ หรือการอธิบายรายละเอียดสินค้าและบริการ
- Bumper Ads โฆษณาวิดีโอความยาวประมาณ 6 วินาทีที่ไม่สามารถกดข้ามได้ เหมาะสำหรับสร้างการจดจำแบรนด์และการตอกย้ำข้อความสั้นๆ ให้ติดตาผู้ชม
กลยุทธ์สำคัญของการทำ YouTube Ads คือ
การให้ความสำคัญกับช่วงต้นของวิดีโอที่ต้องดึงความสนใจของผู้ชมได้ตั้งแต่ 2-3 วินาทีแรก ก่อนที่ปุ่ม Skip Ads จะปรากฏขึ้น เนื้อหาที่เริ่มต้นด้วยประเด็นที่ตรงกับความสนใจของกลุ่มเป้าหมาย มีการตั้งคำถามที่แทงใจดำ หรือให้คุณค่าอย่างชัดเจน จะช่วยเพิ่มอัตราการรับชมต่อเนื่อง (Watch Time) ได้ดีกว่าการนำเสนอขายสินค้าแบบตรงไปตรงมา จึงช่วยสร้างความเชื่อมั่นและเพิ่มโอกาสการมีส่วนร่วมกับแบรนด์ในระยะยาว
YouTube Ads จึงเหมาะกับธุรกิจที่ต้องการอธิบายสินค้าอย่างละเอียด เช่น การสาธิตวิธีใช้งาน (Product Demo) การเปรียบเทียบสินค้า หรือการสร้างอารมณ์ร่วมผ่านการเล่าเรื่องของแบรนด์ จึงเป็นช่องทางโฆษณาออนไลน์ที่มีบทบาทสำคัญในกลยุทธ์ Full-Funnel Marketing ที่มักใช้เพื่อสร้างการรับรู้ในกลุ่มลูกค้าใหม่ (Cold Audience) ก่อนนำไปต่อยอดด้วยการทำ Retargeting ผ่านช่องทางอื่น เช่น Social Media หรือ Search Ads
5. TikTok Ads
TikTok เป็นแพลตฟอร์มที่เปลี่ยนรูปแบบการทำการตลาดออนไลน์ไปสู่คอนเทนต์วิดีโอสั้นแนวตั้ง เน้นความบันเทิงและการมีส่วนร่วมของผู้ใช้งาน (Engagement) สูงมาก จึงกลายเป็นหนึ่งในช่องทางโฆษณาออนไลน์ที่เติบโตเร็ว และมีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นการซื้อแบบ Impulse Purchase หรือการตัดสินใจซื้ออย่างรวดเร็วจากความสนใจที่เกิดขึ้นทันที เช่น การเห็นรีวิวหรือวิดีโอแนะนำสินค้าแล้วเกิดความต้องการซื้อโดยไม่ต้องเปรียบเทียบข้อมูลมากนัก โดยรูปแบบโฆษณาหลักๆ มีดังนี้
- TopView Ads โฆษณาที่แสดงทันทีเมื่อผู้ใช้เปิดแอป ช่วยสร้างการมองเห็นในวงกว้างและเหมาะสำหรับการเปิดตัวสินค้าใหม่
- In-Feed Ads โฆษณาที่แทรกอยู่ในหน้าฟีดระหว่างการเลื่อนดูวิดีโอ เป็นรูปแบบที่กลมกลืนกับคอนเทนต์ทั่วไปและช่วยสร้าง Engagement ได้ดี
- Branded Hashtag Challenge การสร้างแคมเปญผ่านแฮชแท็กเพื่อกระตุ้นให้ผู้ใช้มีส่วนร่วมและสร้างคอนเทนต์ร่วมกับแบรนด์ ซึ่งมีโอกาสต่อยอดเป็นกระแสไวรัลได้สูง
กลยุทธ์สำคัญของการทำ TikTok Ads คือ
การทำโฆษณาบน TikTok ควรเน้นคอนเทนต์ที่ดูเรียล สมจริง และเกาะไปกับเทรนด์เพลง เสียง หรือแฮชแท็กที่กำลังนิยม เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงผู้ชม TikTok Ads จึงเหมาะกับธุรกิจที่ต้องการเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่ รวมถึงสินค้าที่อาศัยกระแสหรือรีวิวจากผู้ใช้งานจริงในการสร้างความน่าเชื่อถือ เช่น สินค้าไลฟ์สไตล์ ความงาม และสินค้าแฟชั่น
ความสำเร็จบนแพลตฟอร์มนี้ ขึ้นอยู่กับความเร็วในการปรับตัวและการทดลองคอนเทนต์รูปแบบใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากผู้ใช้งานบริโภคคอนเทนต์จำนวนมากในแต่ละวัน โฆษณาจึงมีโอกาสเกิด Ad Fatigue หรือภาวะที่กลุ่มเป้าหมายเห็นโฆษณาซ้ำบ่อยๆ จนเริ่มไม่สนใจ หรือรู้สึกเอียนโฆษณา ส่งผลให้อัตราการคลิกและประสิทธิภาพของแคมเปญลดลงอย่างรวดเร็ว ดังนั้น การปรับเปลี่ยน Creative อย่างสม่ำเสมอ จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยรักษาประสิทธิภาพของแคมเปญ และทำให้โฆษณายังคงดึงความสนใจของผู้ชมได้อยู่
6. Shopee Ads
Shopee Ads เป็น Marketplace ขนาดใหญ่ และเป็นเครื่องมือที่ช่วยดันสินค้าให้ไปอยู่ในจุดที่คนพร้อมจ่ายเงินมากที่สุด เพราะผู้ใช้งานส่วนใหญ่มักเข้ามาพร้อม Transactional Intent หรือความตั้งใจซื้อสินค้าอยู่แล้ว เช่น การค้นหาสินค้าเพื่อเปรียบเทียบราคาหรือเพื่อเลือกซื้อทันที จึงทำให้โฆษณาบนแพลตฟอร์มนี้ มีโอกาสสร้างยอดขายได้ง่าย โดยรูปแบบโฆษณาหลักๆ มีดังนี้
- Search Ads โฆษณาที่แสดงตามคำค้นหาของผู้ใช้ โดยใช้ระบบประมูลเพื่อให้สินค้าแสดงในตำแหน่งที่มองเห็นได้ง่าย เหมาะสำหรับการเพิ่มยอดขายจากลูกค้าที่กำลังค้นหาสินค้านั้นๆ โดยตรง
- Discovery Ads โฆษณาที่ช่วยนำสินค้าไปแสดงในพื้นที่แนะนำสินค้า เช่น หน้าสินค้าแนะนำ หรือหน้าสินค้าที่เกี่ยวข้อง ช่วยเพิ่มโอกาสให้ลูกค้าเห็นสินค้าแม้จะไม่ได้ค้นหาโดยตรง
กลยุทธ์สำคัญของการทำ Shopee Ads คือ
ประสิทธิภาพของ Shopee Ads ไม่ได้ขึ้นอยู่กับงบโฆษณาเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับคุณภาพของร้านค้า (Store Health) เช่น ความน่าเชื่อถือของร้าน คะแนนรีวิว และอัตราการเปลี่ยนผู้เข้าชมเป็นผู้ซื้อ (Conversion Rate) หากหน้าร้านมีข้อมูลครบ รูปสินค้าดี และรีวิวจำนวนมาก โฆษณาจะมีโอกาสสร้างยอดขายได้ดีกว่า
นอกจากนี้ การจัดชุดสินค้า (Bundle Deal) เพื่อเพิ่มมูลค่าการสั่งซื้อเฉลี่ยต่อครั้ง หรือ Average Order Value (AOV) ยังช่วยให้การลงทุนโฆษณามีความคุ้มค่ามากขึ้น Shopee Ads จึงเหมาะกับธุรกิจ B2C ที่เน้นยอดขายและต้องการเห็นผลลัพธ์ค่อนข้างรวดเร็ว โดยเฉพาะธุรกิจที่ขายสินค้าออนไลน์และต้องการเพิ่ม Conversion อย่างต่อเนื่อง
7. LINE Ads Platform (LAP)
LINE เป็นแอปพลิเคชันที่คนไทยใช้สื่อสารกันเป็นหลัก ทำให้การโฆษณาผ่าน LINE Ads Platform มีประสิทธิภาพสูงทั้งด้านการเข้าถึงผู้ใช้งาน (Reach) และการสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้า (Retention) ธุรกิจสามารถเชื่อมต่อการทำงานกับเครื่องมือต่างๆ ภายใน LINE ได้อย่างสะดวก โดยรูปแบบโฆษณาสามารถแสดงในหลายตำแหน่งภายในแอป เช่น LINE VOOM, หน้ารายการแชต หรือ LINE TODAY
กลยุทธ์สำคัญของการทำ LINE Ads Platform (LAP) คือ
การใช้ LINE Ads เพื่อดึงกลุ่มเป้าหมายเข้าสู่ LINE Official Account (OA) จากนั้นสื่อสารต่อผ่านแชตหรือข้อความ ช่วยเพิ่มโอกาสในการปิดการขายและสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า อีกทั้งธุรกิจยังสามารถทำ Retargeting และแบ่งกลุ่มลูกค้าตามพฤติกรรม เช่น ผู้ที่เคยทักแชตหรือเคยสนใจสินค้า แล้วส่งข้อความเฉพาะกลุ่ม (Broadcast) เพื่อเพิ่มโอกาสในการกลับมาซื้อซ้ำ
จุดแข็งสำคัญของ LINE คือ การนำไปใช้ทำ CRM (Customer Relationship Management) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ หลายธุรกิจใช้ LINE Ads เพื่อเพิ่มผู้ติดตามใน OA จากนั้นจึงสื่อสารกับลูกค้าอย่างต่อเนื่องผ่านข้อความที่ตรงกับความสนใจของแต่ละกลุ่ม ช่องทางโฆษณาออนไลน์นี้ จึงช่วยลดต้นทุนการตลาดในระยะยาวได้มาก เนื่องจากการสื่อสารกับลูกค้าที่สนใจอยู่แล้ว มีค่าใช้จ่ายต่ำกว่าการยิงโฆษณาเพื่อหาลูกค้าใหม่ และยังสร้างโอกาสในการซื้อซ้ำได้มากขึ้นด้วย
วิธีเลือกช่องทางโฆษณาออนไลน์ให้เหมาะกับเป้าหมายธุรกิจ
การเลือกช่องทางโฆษณาออนไลน์ควรเริ่มจากกำหนดเป้าหมายของธุรกิจให้ชัดเจน เพราะแต่ละช่องทางมีบทบาทและจุดเด่นที่แตกต่างกัน การเลือกให้สอดคล้องกับเป้าหมายจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของงบประมาณและได้ผลลัพธ์ที่ชัดเจนมากขึ้น
1. ต้องการ Lead (รายชื่อกลุ่มเป้าหมาย)
เหมาะกับช่องทางที่เข้าถึงผู้ที่กำลังมองหาสินค้าหรือบริการโดยตรง เช่น
- Google Ads (Search) ช่วยเข้าถึงกลุ่มที่มีความต้องการชัดเจนจากการค้นหา
- SEO ช่วยสร้าง Lead อย่างต่อเนื่องในระยะยาวจากการค้นหาผ่าน Google โดยไม่ต้องเสียค่าคลิก
- LINE Ads เหมาะสำหรับธุรกิจที่ต้องการให้ลูกค้าติดต่อกลับหรือแอดไลน์เพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
2. ต้องการ Awareness (การสร้างการรับรู้แบรนด์)
เหมาะกับช่องทางที่เข้าถึงผู้คนจำนวนมากและสร้างการจดจำแบรนด์ได้ดี เช่น
- Meta Ads (Facebook & Instagram) ช่วยกระจายโฆษณาไปยังกลุ่มเป้าหมายในวงกว้าง
- YouTube Ads เหมาะสำหรับการเล่าเรื่องแบรนด์ผ่านวิดีโอ
- TikTok Ads ช่วยสร้างการรับรู้ได้รวดเร็ว โดยเฉพาะกลุ่มผู้ใช้งานที่ชอบคอนเทนต์วิดีโอสั้น
3. ต้องการยอดขาย (E-commerce)
เหมาะกับช่องทางที่ช่วยกระตุ้นการตัดสินใจซื้อโดยตรง เช่น
- Google Ads (Search และ Shopping) ช่วยเข้าถึงลูกค้าที่กำลังค้นหาสินค้า
- Shopee Ads เหมาะสำหรับธุรกิจที่ขายสินค้าบน Marketplace และต้องการแข่งขันด้านการมองเห็น
- Meta Ads (Facebook & Instagram) สามารถทำโฆษณาแบบ Catalog หรือ Retargeting เพื่อกระตุ้นยอดขาย
4. ต้องการ Engagement (การมีส่วนร่วมกับแบรนด์)
เหมาะกับช่องทางที่เปิดโอกาสให้ผู้ใช้งานมีปฏิสัมพันธ์กับคอนเทนต์ เช่น
- TikTok Ads ช่วยสร้างการมีส่วนร่วมผ่านคอนเทนต์ที่น่าสนใจหรือกำลังเป็นกระแส
- Meta Ads (Facebook & Instagram) ช่วยกระตุ้นการกดไลก์ แสดงความคิดเห็น และแชร์
- YouTube Ads เหมาะสำหรับสร้างความสัมพันธ์กับผู้ชมผ่านคอนเทนต์วิดีโอ
การเลือกช่องทางโฆษณาออนไลน์ ไม่ใช่แค่เรื่องของจะลงโฆษณาที่ไหนดี แต่เป็นการตัดสินใจว่าจะใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดไปสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจยังไงให้คุ้มค่ามากที่สุด ธุรกิจที่เลือกช่องทางได้ตรงกับพฤติกรรมลูกค้า มักสร้างทั้งยอดขายและฐานลูกค้าได้พร้อมกัน การวางกลยุทธ์ช่องทางที่ชัดเจนจึงเป็นการวางรากฐานการเติบโตของธุรกิจ เพราะช่วยให้ทุกบาทของงบโฆษณาใช้ไปอย่างมีทิศทางและวัดผลได้จริง
KPI & การวัดผลที่นักการตลาดออนไลน์ต้องรู้
เพื่อให้มั่นใจว่างบโฆษณาสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่า นักการตลาดควรติดตามตัวชี้วัดสำคัญ ต่อไปนี้
- CTR (Click-Through Rate): วัดอัตราการคลิกเมื่อเทียบกับจำนวนการแสดงผล ช่วยบอกว่า Creative และข้อความโฆษณาน่าสนใจแค่ไหน หาก CTR ต่ำ อาจต้องปรับภาพ หัวข้อ หรือกลุ่มเป้าหมาย
- CPA (Cost Per Acquisition): วัดต้นทุนเฉลี่ยในการได้ลูกค้า 1 คนหรือ 1 Conversion เป็นตัวชี้วัดสำคัญว่าการโฆษณาคุ้มค่าหรือไม่ ควรเปรียบเทียบกับกำไรต่อการขาย
- ROAS (Return on Ad Spend): วัดรายได้ที่เกิดขึ้นเทียบกับงบโฆษณาที่ใช้ เช่น ROAS 4 เท่า หมายถึง ลงโฆษณา 1 บาท ได้รายได้ 4 บาท เป็นตัวเลขหลักที่เจ้าของธุรกิจใช้ตัดสินใจเพิ่มหรือลดงบ
- Conversion Rate: วัดสัดส่วนของผู้ที่เห็นหรือคลิกโฆษณาแล้วเปลี่ยนมาเป็นลูกค้าจริง ช่วยสะท้อนคุณภาพของหน้าเว็บไซต์ หน้า Landing Page หรือหน้าร้าน
- เครื่องมือวัดผลที่ควรใช้
- Google Analytics 4 (GA4): ใช้วิเคราะห์พฤติกรรมผู้ใช้งานบนเว็บไซต์ เช่น แหล่งที่มาของลูกค้า เส้นทางการซื้อ และ Conversion
- Conversion Tracking / Conversion API ของแต่ละแพลตฟอร์ม: เช่น Meta, Google หรือ TikTok เพื่อให้ระบบโฆษณาเรียนรู้ได้แม่นยำขึ้น และลดความคลาดเคลื่อนของข้อมูล
ตัวชี้วัดเหล่านี้ช่วยให้ธุรกิจตัดสินใจทำการตลาดออนไลน์บนพื้นฐานของข้อมูลจริง (Data-driven) และปรับปรุงแคมเปญให้มีประสิทธิภาพได้อย่างต่อเนื่อง
การเลือกช่องทางโฆษณาออนไลน์ คือการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ของธุรกิจ
สรุปอีกครั้งสำหรับช่องทางโฆษณาออนไลน์ยอดนิยม ได้แก่ Google Ads, SEO, Meta Ads, YouTube Ads, TikTok Ads, Shopee Ads และ LINE Ads ต่างมีบทบาทที่แตกต่างกันในเส้นทางการตัดสินใจของลูกค้า การเลือกใช้ให้เหมาะกับเป้าหมายธุรกิจ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการลงทุนและสร้างการเติบโตได้อย่างยั่งยืน
คุณสิทธิวิชญ์ เงินแถบ - Paid Media Account Manager ผู้เชี่ยวชาญด้านการรับทำโฆษณาออนไลน์ ของ ANGA (แองก้า) ได้แชร์ว่า “ในมุมของ Performance Marketing การจัดสรรงบประมาณควรใช้แนวทาง Test & Learn โดยแบ่งงบประมาณประมาณ 10–20% สำหรับทดลองช่องทางหรือ Creative ใหม่ๆ ควบคู่กับแนวคิด Start Small ไปสู่ Scale Up เพื่อค้นหา Winning Campaign ก่อนเพิ่มงบโฆษณา พร้อมทำ A/B Testing อย่างสม่ำเสมอในส่วนของภาพ ข้อความ และกลุ่มเป้าหมาย เพื่อค้นหากลยุทธ์ที่สร้างผลตอบแทนสูงสุดในระยะยาวครับ”










