เทรนด์การตลาดออนไลน์ 2026 กำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ กลยุทธ์ที่เคยได้ผลอาจสร้างผลลัพธ์ได้ไม่ดีเท่าเดิม เนื่องจากพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปด้วยปัจจัยหลายอย่าง ตั้งแต่การเข้ามาของ AI Search ที่เปลี่ยนวิธีการค้นหาข้อมูล การเปรียบเทียบสินค้า และการตัดสินใจซื้อ ไปจนถึงสภาพเศรษฐกิจและสังคมที่ส่งผลต่อรูปแบบการใช้ชีวิตโดยตรง แบรนด์จึงต้องเข้าใจผู้บริโภคในมิติที่ลึกขึ้น พร้อมปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับตลาดในยุคนี้ หากต้องการรักษาความสามารถทางการแข่งขันได้อย่างต่อเนื่อง
คุณสิทธิวิชญ์ เงินแถบ - Paid Media Account Manager ผู้เชี่ยวชาญด้านการรับทำโฆษณาออนไลน์ ของ ANGA (แองก้า) ได้แชร์ว่า
“ผมมองว่าเทรนด์การตลาดออนไลน์ 2026 แบรนด์ต้องเข้าใจ Pain Point ของลูกค้าตัวเองอย่างลึกซึ้ง ไม่ใช่แค่รู้ว่าพวกเขาต้องการอะไร แต่ต้องเข้าใจว่าอะไรคือปัญหาที่แท้จริงที่ทำให้พวกเขาตัดสินใจหรือไม่ตัดสินใจซื้อสินค้าหรือบริการของเรา ในมุมของเอเจนซี่การตลาดออนไลน์เอง เราก็ต้องทำความเข้าใจกลุ่มเป้าหมายของลูกค้า เพื่อออกแบบกลยุทธ์ที่เชื่อมเป้าหมายธุรกิจกับความต้องการของผู้บริโภคได้จริง จนเห็นผลลัพธ์ที่วัดผลได้ ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจที่ท้าทายในปัจจุบันและการแข่งขันที่สูงขึ้นเรื่อยๆ”
10 เทรนด์การตลาดออนไลน์ 2026 เมื่อพฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยน
1. จากคนแปลกหน้าสู่ Community เดียวกัน
เทรนด์การตลาดออนไลน์ 2026 ผู้บริโภคไม่ได้ตัดสินใจจากตัวสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่ให้ความสำคัญกับคุณค่าและความรู้สึกเชื่อมโยงกับแบรนด์มากขึ้น หลายคนจึงมองหาพื้นที่หรือกลุ่มคนที่มีความสนใจและไลฟ์สไตล์ใกล้เคียงกัน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มแต่งบ้าน แต่งโต๊ะทำงาน หรือกลุ่มกิจกรรมกลางแจ้ง กลุ่มเหล่านี้มักมีภาษา วัฒนธรรม และความผูกพันเฉพาะตัว แบรนด์จะเดินเข้าไปในกลุ่มแล้วตะโกนขายของไม่ได้ครับ เทรนด์การตลาดปีนี้แบรนด์ต้องปรับบทบาทให้กลายเป็นพวกเดียวกันจริงๆ
สิ่งที่แบรนด์ต้องทำคือ
- ลงทุนสร้าง Community ของตัวเอง ให้เป็นพื้นที่ที่คนคอเดียวกันเข้ามาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ โดยแบรนด์ทำหน้าที่สนับสนุน ไม่ใช่โฟกัสแค่การขาย
- กระตุ้นให้ลูกค้าแชร์รีวิวและประสบการณ์จริง หรือ UGC (User-Generated Content) เพราะความจริงใจและความไม่สมบูรณ์แบบคือสิ่งที่สร้างความน่าเชื่อถือได้ดีที่สุดในยุคนี้
- สนับสนุนกิจกรรมของกลุ่ม และร่วมมือกับ Community Leader ที่ได้รับความไว้วางใจ เพื่อสร้างการยอมรับจากคนภายใน
เมื่อความเชื่อใจเกิดขึ้น การตัดสินใจซื้อจะตามมาเองอย่างเป็นธรรมชาติ และการสร้าง Community นี้ ยังเป็นเทรนด์ Content Marketing ในปี 2026 ด้วย สิ่งนี้สะท้อนว่า แบรนด์จะต้องเน้นสร้างพื้นที่ให้กลุ่มเป้าหมายได้รวมตัว หรือเข้าไปมีส่วนร่วมกับพวกเขาจริงๆ
2. การตลาดแบบ Co-creation
ผู้บริโภคเริ่มแยกคอนเทนต์จาก Influencer ออก ว่าโพสต์ไหนคือจ้างมาโฆษณา กับโพสต์ไหนที่มาจากประสบการณ์หรือความรู้สึกจริงๆ ทำให้การจ้าง Influencer โพสต์ตามบรีฟเพียงอย่างเดียว อาจโน้มน้าวใจกลุ่มเป้าหมายได้ไม่ดีเท่าเมื่อก่อน เทรนด์ใหม่จึงขยับไปสู่การทำงานแบบ Co-creation คือการร่วมมือกันระหว่างแบรนด์กับครีเอเตอร์ที่จะไม่ได้เป็นแค่กระบอกเสียง แต่กลายเป็นผู้มีส่วนร่วมในการคิดผลิตภัณฑ์ คิดแคมเปญ และวิธีเล่าเรื่องให้สอดคล้องกับกลุ่มผู้ติดตามของเขาเอง
สิ่งที่แบรนด์ต้องทำคือ
- ดึงครีเอเตอร์เข้ามามีบทบาทในกระบวนการวางแผน ไม่ใช่แค่ขั้นตอนการโพสต์
- เปิดพื้นที่ให้ครีเอเตอร์เล่าเรื่องในแบบของตัวเองอย่างเป็นธรรมชาติ (Native) ไม่ควบคุมจนเสียตัวตน
- ออกแบบคอนเทนต์ให้สอดคล้องกับบริบทของแต่ละแพลตฟอร์ม
มีข้อมูลจาก TikTok ยืนยันแนวโน้มนี้อย่างชัดเจน โดยคอนเทนต์ที่ครีเอเตอร์ทำเพิ่มการจดจำโฆษณา (Ad Recall) ได้สูงถึง 27% ขณะที่คอนเทนต์ที่แบรนด์ทำอยู่ที่ 19% สะท้อนว่า “ความจริงใจและความเป็นธรรมชาติ” คือหัวใจของเทรนด์การตลาดดิจิทัลในปี 2026 อย่างแท้จริงครับ
3. ผู้คนมองหาความสุขกับปัจจุบัน
ผู้บริโภคหันมาให้ความสำคัญกับความสุขในปัจจุบันมากขึ้น ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจ สังคม และชีวิตการทำงาน ผู้คนจำนวนมากเริ่มรู้สึกว่าเป้าหมายระยะยาวเป็นเรื่องไกลตัวและควบคุมได้ยาก แบรนด์ที่ยังสื่อสารด้วยภาพฝันใหญ่ หรือผลลัพธ์ในอนาคตที่ไกลเกินไป อาจไม่สามารถสร้างแรงจูงใจได้เหมือนเดิม ในทางกลับกัน ผู้บริโภคต้องการประสบการณ์หรือรางวัลเล็กๆ ที่ช่วยเติมเต็มความรู้สึกดีให้ตัวเองได้ทันที
สิ่งที่แบรนด์ต้องทำคือ ต้องปรับวิธีคิดจากการขายความสำเร็จระยะยาว มาเป็นการออกแบบประสบการณ์ที่ให้ผลลัพธ์ในระยะสั้นและจับต้องได้มากขึ้น เช่น
- ปรับโปรแกรม Loyalty ให้สะสมและแลกของรางวัลได้ง่ายขึ้น ไม่ต้องรอครบยอดสูงๆ อาจเป็นส่วนลดเล็กๆ น้อยๆ ของแถม หรือสิทธิพิเศษที่ใช้ได้ทันที
- สร้างแคมเปญแบบ Micro-reward เช่น ซื้อครบ 3 ครั้งได้ของขวัญเล็กๆ หรือทำกิจกรรมสั้นๆ ก็ได้รับสิทธิพิเศษทันที
- สื่อสารผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นทันที เช่น ประหยัดเวลา ได้ความสะดวก หรือช่วยให้ชีวิตดีขึ้นในวันนี้ ไม่ใช่แค่ “จะดีขึ้นในอนาคต”
เมื่อแบรนด์มอบความสุขเล็กๆ ได้อย่างต่อเนื่อง ความผูกพันกับลูกค้าจะเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ และนำไปสู่ความภักดีในระยะยาว โดยไม่ต้องรอนานๆ อีกต่อไป
4. เคารพความสงบของผู้บริโภค
ผู้บริโภคเริ่มรู้สึกเหนื่อยล้ากับเทคโนโลยีและการถูกรบกวนตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นโฆษณา การแจ้งเตือน หรือคอนเทนต์ที่ไหลเข้ามาไม่หยุด ภาวะ Digital Fatigue ทำให้ผู้คนเลือกเสพสื่ออย่างระมัดระวังมากขึ้น แบรนด์ที่แข่งกันแย่งความสนใจอยู่ตลอดเวลา อาจถูกเมินโดยไม่รู้ตัว ในขณะที่แบรนด์ที่สื่อสารน้อยลง แต่มีความหมายมากขึ้น จะถูกมองว่าน่าเชื่อถือ พรีเมียม และดูเป็นแบรนด์ที่เข้าใจผู้บริโภคจริงๆ
แต่การตลาดที่เคารพความสงบของผู้บริโภค ไม่ได้หมายถึงให้ทำการตลาดน้อยลง แต่คือการทำการตลาดให้พอดี เคารพเวลา สมาธิ และพื้นที่ส่วนตัวของลูกค้า แบรนด์ที่เลือกสื่อสารเฉพาะสิ่งที่มีคุณค่า จะสร้างความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งและยั่งยืนกว่าในระยะยาว
สิ่งที่แบรนด์ต้องทำคือ
- ลดปริมาณ Junk Content เน้นคุณภาพมากกว่าความถี่ เลือกสร้างคอนเทนต์ที่ให้คุณค่า ใช้ได้จริง และไม่ซ้ำซ้อน แทนการโพสต์เพื่อให้มีตัวตนอยู่ตลอดเวลา
- ลดการยิง Notification หรือข้อความขายซ้ำๆ เพราะยิ่งรบกวนมากเท่าไหร่ ยิ่งทำให้แบรนด์ถูกปิดกั้นเร็วขึ้นเท่านั้น
- ออกแบบแคมเปญที่สนับสนุนการใช้ชีวิตนอกหน้าจอ ตามแนวคิด JOMO (Joy of Missing Out) ชวนลูกค้าวางมือถือ ไปพักผ่อน ใช้เวลากับชีวิตจริง โดยแบรนด์ทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุน ไม่ใช่ผู้ดึงความสนใจตลอดเวลา
- เคารพพื้นที่ส่วนตัวของลูกค้าในทุก Touchpoint การไม่เร่ง ไม่ยัดเยียด และไม่ตามไปขายอยู่ตลอดเวลา จะทำให้แบรนด์ดูจริงใจและมีภาพลักษณ์พรีเมียมขึ้น
ต้องยอมรับว่าเทรนด์การตลาดปีนี้ ผู้คนโหยหาความสงบและต้องการความเป็นส่วนตัวมากขึ้น แบรนด์ที่เลือกจะพูดน้อยแต่พูดตรงใจ จะเป็นแบรนด์ที่ถูกเลือกและลูกค้าจดจำได้มากขึ้น
5. AI เปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภค

ตั้งแต่การมาของ AI Search ในปี 2025 แสดงให้เห็นว่า AI กำลังเปลี่ยนพฤติกรรมการค้นหาของผู้บริโภค จากเดิมที่เคยค้นหาด้วยคีย์เวิร์ดสั้นๆ ไปสู่การค้นหาแบบสนทนากับ AI มากขึ้น ผู้ใช้งานเริ่มตั้งคำถามยาวๆ ในลักษณะของ Long-tail Keywords ทั้งการค้นหาแบบข้อความและเสียง ผู้ใช้จึงคาดหวังคำตอบที่ AI สรุปมาให้โดยไม่ต้องไปไล่หาคำตอบเองทีละเว็บ
ในปี 2026 AI จะมีบทบาทสำคัญในการสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้บริโภค แบรนด์จึงต้องเปลี่ยนมุมมองจากการทำคอนเทนต์เพื่อเอาชนะอัลกอริทึม มาเป็นการสร้างคอนเทนต์ที่ตอบโจทย์สิ่งที่ผู้บริโภคอยากรู้จริงๆ หรือตรงตามเจตนาการค้นหา (Search Intent)
สิ่งที่แบรนด์ต้องทำคือ ต้องเริ่มทำ GEO (Generative Engine Optimization) อย่างจริงจัง โดยเปลี่ยนโฟกัสจากการทำให้เว็บติดอันดับ มาเป็นการทำให้ AI เลือกธุรกิจของเป็นแหล่งอ้างอิงคำตอบให้ผู้บริโภคด้วย สิ่งที่แบรนด์ต้องทำคือ
- ลงทุนสร้างคอนเทนต์เชิงลึกและมีคุณค่า
คอนเทนต์ต้องตอบคำถามได้ครบ ตั้งแต่พื้นฐานไปจนถึงเชิงลึก อธิบายเหตุผล กระบวนการ และข้อจำกัดอย่างตรงไปตรงมา ไม่ใช่แค่สรุปผิวเผิน เพราะ AI และผู้ใช้งานจะให้ความสำคัญกับแหล่งข้อมูลที่อธิบายได้อย่างครอบคลุมในทุกประเด็น - วางโครงสร้างคอนเทนต์ให้ชัดเจน
ใช้หัวข้อย่อย ลำดับเนื้อหา และภาษาที่เข้าใจง่าย เพื่อช่วยให้ AI แยกแยะและดึงข้อมูลไปตอบคำถามได้อย่างแม่นยำ ยิ่งโครงสร้างชัด โอกาสถูกเลือกไปเป็นแหล่งอ้างอิงก็ยิ่งสูง - สร้างความน่าเชื่อถือของข้อมูล
ระบุแหล่งอ้างอิง ประสบการณ์จริง กรณีศึกษา หรือมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมตามหลัก E-E-A-T เพื่อยืนยันว่าคอนเทนต์ไม่ได้เป็นแค่ความคิดเห็นลอยๆ แต่มีที่มาและความน่าเชื่อถือรองรับ - เขียนคอนเทนต์ในรูปแบบคำถาม–คำตอบ
วิเคราะห์ว่าลูกค้ามักตั้งคำถามอะไร แล้วออกแบบเนื้อหาให้ตอบคำถามนั้นได้ทันที ตรงประเด็น และชัดเจน เพื่อรองรับพฤติกรรมการค้นหาแบบสนทนาของผู้บริโภค - อัปเดตและดูแลคอนเทนต์อย่างสม่ำเสมอ
คอนเทนต์ที่ทันสมัยและสอดคล้องกับบริบทในปัจจุบัน จะถูกมองว่าน่าเชื่อถือมากกว่าเว็บที่ข้อมูลล้าสมัย ไม่ค่อยได้อัปเดต
เมื่อแบรนด์ทำ GEO ได้ดี เว็บไซต์จะไม่ใช่แค่พื้นที่สื่อสารของแบรนด์ แต่จะกลายเป็นแหล่งข้อมูลที่ AI เลือกใช้ตอบคำถามผู้บริโภคหรือกลุ่มเป้าหมายของเรา ซึ่งนี่คือความได้เปรียบสำคัญของแบรนด์ที่เข้าใจเทรนด์การตลาดออนไลน์ในปี 2026 นี้อย่างแท้จริง
6. ต้องมีระบบข้อมูลของตัวเอง (First-Party Data)
ปัจจุบันนักการตลาดไม่สามารถพึ่งข้อมูลจาก Third-party data หรือคุกกี้แบบเดิม เพื่อที่จะเข้าใจลูกค้าและวัดผลโฆษณาได้เหมือนที่ผ่านมา เมื่อเทคโนโลยีและกฎหมายด้านความเป็นส่วนตัวเข้มงวดขึ้น หากแบรนด์ยังไม่เริ่มเก็บและใช้ข้อมูลของตัวเองอย่างจริงจัง ประสิทธิภาพการทำการตลาด รวมถึงผลตอบแทนจากงบโฆษณา (ROI) ก็มีแนวโน้มลดลงอย่างชัดเจนในปี 2026
สิ่งที่แบรนด์ต้องทำคือ แบรนด์จำเป็นต้องสร้างโครงสร้างข้อมูลแบบ First-Party Data ที่แข็งแรงและเชื่อมโยงกันทั้งระบบ ด้วยวิธีการหลักๆ ดังนี้
- จัดการความยินยอมของผู้ใช้งานอย่างถูกต้องและโปร่งใส ต้องมีการขอและจัดเก็บ Consent อย่างชัดเจน เพราะข้อมูลที่ไม่ได้รับความยินยอม จะไม่สามารถนำมาใช้ได้และเสี่ยงต่อปัญหาด้านกฎหมาย
- รวมข้อมูลจากทุกช่องทาง เช่น เว็บไซต์ แอป หน้าร้าน และแชต ให้เห็นภาพลูกค้าเป็นคนเดียวกัน แทนการมีข้อมูลแยกส่วนที่นำไปต่อยอดไม่ได้ผล
- ส่งข้อมูลการซื้อหรือการสมัครจากระบบของแบรนด์ตรงไปยังแพลตฟอร์มโฆษณา เพื่อให้ข้อมูลแม่นยำขึ้น และไม่ถูกจำกัดด้วยคุกกี้หรือเบราว์เซอร์
- ระบุตัวตนลูกค้าข้ามอุปกรณ์ ทำให้ระบบเข้าใจว่าลูกค้าที่ใช้งานหลายอุปกรณ์คือคนเดียวกัน ลดการสื่อสารซ้ำซ้อน และวัดผลได้ใกล้เคียงความจริง
- เชื่อมข้อมูลออฟไลน์และออนไลน์เข้าด้วยกัน นำข้อมูลจากหน้าร้านหรือช่องทางออฟไลน์มาเชื่อมกับแคมเปญออนไลน์ เพื่อให้เห็นเส้นทางการตัดสินใจของลูกค้าอย่างครบถ้วน
First-Party Data ไม่ใช่แค่ระบบหลังบ้าน แต่เป็นหัวใจของกลยุทธ์ธุรกิจ หากแบรนด์ไม่มีข้อมูลของตัวเองที่ถูกต้องและเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ การทำโฆษณาและการปรับกลยุทธ์จะยิ่งยากขึ้น
7. แบรนด์ต้องรู้ใจลูกค้าเหมือนคนใกล้ตัว

ในปี 2026 การแบ่งกลุ่มเป้าหมายตามช่วงอายุหรือความสนใจกว้างๆ (Broad Segment) อาจไม่เพียงพอสำหรับเทรนด์การตลาดปีนี้ ผู้บริโภคยุคใหม่ไม่ได้ต้องการแค่สินค้า แต่ต้องการประสบการณ์ที่ออกแบบมาเพื่อพวกเขาโดยเฉพาะ จึงเป็นยุคของ Hyper Individualization ที่แบรนด์ต้องเลิกมองลูกค้าเป็นเพียงตัวเลขในกลุ่มก้อนขนาดใหญ่ แต่ต้องมองเห็นตัวตนลูกค้าแบบ 1:1 ด้วยการผสาน Data + AI เพื่อเข้าใจความต้องการของพวกเขาแบบเรียลไทม์ และส่งมอบสิ่งที่ใช่ในจังหวะที่เหมาะสม
สิ่งที่แบรนด์ต้องทำคือ
- ใช้ AI เพื่อจำแนกพฤติกรรมลูกค้าได้ละเอียดระดับรายนาที (Real-time Insights) ช่วยให้แบรนด์โต้ตอบกับลูกค้าได้ทันท่วงที
- ไม่ยึดติดกับข้อมูลในอดีตเพียงอย่างเดียว แต่ต้องใช้ Predictive Analytics มาประเมินสถานการณ์ปัจจุบันด้วยว่า ลูกค้ามีแนวโน้มจะตัดสินใจซื้อด้วยปัจจัยอะไรมากที่สุด เพื่อนำเสนอข้อเสนอที่ปฏิเสธไม่ได้
- ทำ Hyper-segmentation ที่ละเอียดขึ้น เช่น การแยกกลุ่มลูกค้าที่กำลังลังเลเพราะราคา ออกจากกลุ่มที่ต้องการความรวดเร็วเป็นหลัก เพื่อส่ง Key Message ที่ตรงใจคนแต่ละกลุ่มได้อย่างแม่นยำ
เมื่อแบรนด์ส่ง Message ได้ตรงใจเป็นรายบุคคล การหว่านโฆษณาแบบไร้ทิศทางจะลดลง จึงช่วยประหยัดงบประมาณและเพิ่มอัตราการตัดสินใจซื้อ (Conversion Rate) ได้สูงขึ้น และการที่แบรนด์ใช้ AI มาวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อสร้างประสบการณ์แบบ 1:1 นี้ ยังเป็นการยกระดับความสัมพันธ์จากผู้ซื้อผู้ขายสู่พาร์ทเนอร์ที่รู้ใจ และเข้าไปนั่งในใจลูกค้าท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดได้ครับ
8. เข้าไปอยู่ในเสี้ยววินาทีของลูกค้าให้ได้
ในยุคที่ผู้บริโภคใจร้อนขึ้น สมาธิสั้นลง และคุ้นชินกับการได้คำตอบทันที อารมณ์ชั่ววูบจึงมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อมากกว่าที่เคย ความอยากเกิดขึ้นเร็วแล้วก็หายไปเร็วเช่นกัน หากแบรนด์ไม่สามารถเข้าถึงลูกค้าได้ในจังหวะนั้น โอกาสจะถูกเลื่อนผ่านไปอย่างง่ายดาย แนวคิด Micro-Moments Marketing จึงเป็นหัวใจสำคัญของการตลาดยุคนี้ เพราะคือการเข้าไปอยู่ในเสี้ยววินาทีที่ลูกค้าหยิบมือถือขึ้นมาในช่วงที่กำลังอยากรู้ อยากไป อยากทำ หรืออยากซื้อ หากแบรนด์ตอบโจทย์ได้ทันทีในช่วงเวลาสั้นๆ โอกาสเปลี่ยนความอยากให้กลายเป็นการตัดสินใจซื้อก็จะเกิดขึ้นทันทีเช่นกัน
เทรนด์นี้เชื่อมโยงโดยตรงกับการเติบโตของวิดีโอสั้น (Short-form Video) และอีคอมเมิร์ซผ่านคอนเทนต์วิดีโอ ผู้บริโภคไม่ได้ดูวิดีโอเพื่อความบันเทิงอย่างเดียว แต่คาดหวังให้วิดีโอนำไปสู่การตัดสินใจซื้อได้ทันที สำหรับแบรนด์ วิดีโอจึงไม่ใช่แค่เครื่องมือเล่าเรื่องแต่คือเส้นทางสู่การปิดการขาย
สิ่งที่แบรนด์ต้องทำคือ
- ทำคอนเทนต์สั้น กระชับ และตอบโจทย์ทันที เนื้อหาต้องเข้าใจง่าย จบเร็ว และแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ในไม่กี่วินาที
- ออกแบบประสบการณ์ให้เร็วและไม่ซับซ้อน กรณีเป็น Landing Page ต้องโหลดไว ไม่เยิ่นเย้อ และพาลูกค้าไปสู่การซื้อหรือจองได้ภายใน 2–3 คลิก
- เชื่อมวิดีโอกับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซโดยตรง ลดขั้นตอนจากการดูเฉยๆ ไปสู่การเพิ่มลงตะกร้าและชำระเงินได้ทันที
- วัดผลจากการกระทำไม่ใช่แค่ตัวเลขสวยๆ โฟกัสที่ยอดเพิ่มลงตะกร้า การสั่งซื้อ และการชำระเงิน มากกว่าจำนวนวิวหรือไลก์เพียงอย่างเดียว
เมื่อผู้บริโภคตัดสินใจจากข้อมูลเพียงเสี้ยววินาที แบรนด์ที่เข้าใจจังหวะ เวลา และบริบทของลูกค้า จนสามารถดึงความสนใจเอาไว้ได้ และเปลี่ยนวิดีโอสั้นให้เป็นเส้นทางสู่การซื้อจะได้เปรียบอย่างชัดเจน ถือเป็นการเปลี่ยนความสนใจชั่วคราวให้เป็นยอดขายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
9. ความคล่องตัวคือความได้เปรียบ
เทรนด์การตลาดออนไลน์ 2026 เปลี่ยนแปลงเร็วกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด เมื่อแพลตฟอร์มต่างๆ ปรับอัลกอริทึมแทบจะรายสัปดาห์ เพื่อแข่งขันกันตอบโจทย์พฤติกรรมผู้ใช้งานที่เปลี่ยนไป แผนการตลาดหรือคอนเทนต์ที่วางยาวทั้งปีจึงเสี่ยงไม่สอดคล้องกับสถานการณ์จริง ความได้เปรียบของแบรนด์ในยุคนี้คือ ความคล่องตัว การอ่านสัญญาณการเปลี่ยนแปลงของแพลตฟอร์มและพฤติกรรมผู้บริโภคได้ไว และกล้าปรับกลยุทธ์อย่างรวดเร็วแม้ต้องสวนทางกับแผนเดิม
สิ่งที่แบรนด์ต้องทำคือ
- เลิกวางแผนคอนเทนต์แบบตายตัวระยะยาว เปลี่ยนจากแผนรายปีมาเป็นแผนระยะสั้น ที่สามารถปรับ เปลี่ยน หรือยกเลิกได้ตามสถานการณ์จริง
- ติดตามการเปลี่ยนแปลงของแพลตฟอร์มอย่างใกล้ชิด และต้องเข้าใจว่าแต่ละแพลตฟอร์มกำลังผลักดันอะไร และพฤติกรรมผู้ใช้ตอบสนองยังไง เพื่อปรับรูปแบบคอนเทนต์ให้ทันใช้งาน
- ลดขั้นตอนการตัดสินใจภายในองค์กรหรือตัดลำดับขั้นตอนที่ไม่จำเป็น เพื่อให้ทีมปรับงบ ปรับคอนเทนต์ หรือเปลี่ยนทิศทางแคมเปญได้ทันที
- ออกแบบทีมและกระบวนการให้พร้อมปรับตัวแบบเรียลไทม์ เปิดพื้นที่ให้ทีมทดลอง เรียนรู้จากข้อมูลจริง และตัดสินใจจากผลลัพธ์ มากกว่าการยึดติดกับแผนเดิม
- มองกลยุทธ์เป็นสิ่งที่พัฒนาได้ตลอดเวลา ไม่ใช่กรอบตายตัว ทีมการตลาดต้องกล้าทบทวนและปรับทิศทางเมื่อเห็นสัญญาณว่า พฤติกรรมผู้บริโภคกำลังเปลี่ยน
ในยุคที่ทุกอย่างขยับเร็ว ความคล่องตัวไม่ใช่แค่ข้อได้เปรียบ แต่คือเงื่อนไขพื้นฐานของแบรนด์ที่ต้องการอยู่รอดและเติบโตในโลกการตลาดออนไลน์ปัจจุบัน
10. การหดตัวของกลุ่ม Middle Market
อ้างอิงจาก คุณอรรถวุฒิ เวศรานุรักษ์ ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร adapter digital group ที่ได้อัปเตดเทรนด์การตลาดออนไลน์ 2026 ในงาน The Secret Sauce Summit 2025 ว่าการตัดสินใจซื้อในยุคนี้แบ่งเป็น 2 ขั้วอย่างชัดเจนคือ
- Trade Up (Higher Income) กลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง หรือมีความพร้อมในการจ่าย หากสินค้าและบริการมอบคุณค่าและประสบการณ์ที่แตกต่างได้อย่างแท้จริง ผู้บริโภคกลุ่มนี้ให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความพรีเมียม และประสบการณ์โดยรวมมากกว่าประเด็นด้านราคา
- Trade Down (Lower Income) กลุ่มที่ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าเป็นหลัก มีความอ่อนไหวต่อราคา และตัดสินใจซื้ออย่างรอบคอบ โดยมองหาสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์การใช้งานได้ดีในต้นทุนที่เหมาะสมที่สุด
ดังนั้น เมื่อกลุ่ม Middle Market เริ่มหดตัว ผมมองว่าการทำสินค้าหรือบริการที่เอาใจลูกค้าทุกกลุ่มอาจไม่ใช่คำตอบ ธุรกิจต้องตัดสินใจว่าจะเล่นเกมฝั่งไหน เพราะความชัดเจนของ Brand Positioning จะช่วยให้ทั้งการพัฒนาสินค้าและบริการ การตั้งราคา ไปจนถึงการทำการตลาดออนไลน์สอดคล้องกับความคาดหวังของผู้บริโภคแต่ละขั้วนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเพิ่มโอกาสที่แบรนด์จะเติบโตได้อย่างยั่งยืน
เมื่อเทรนด์การตลาดออนไลน์ไม่เหมือนเดิม เอเจนซี่จะสร้างคุณค่าให้ลูกค้าได้ยังไง
ANGA (แองก้า) ในฐานะเอเจนซี่การตลาดออนไลน์ เราทำหน้าที่เป็นพาร์ตเนอร์ที่เข้าใจธุรกิจของลูกค้าอย่างลึกซึ้ง เพื่อออกแบบการทำการตลาดที่ตอบโจทย์เป้าหมายของธุรกิจในระยะยาว ไม่ใช่แค่ยอดขายหรือจำนวนลีดระยะสั้น
- สำหรับบริการรับทำ SEO และบริการรับทำ AI Search เอเจนซี่จะต้องพัฒนากลยุทธ์ไปมากกว่าการทำอันดับบนหน้าค้นหา แต่ต้องสร้างการมองเห็น (Visibility) และความน่าเชื่อถือ (Authority) บนแพลตฟอร์มการค้นหายุคใหม่ ที่ AI เข้ามามีบทบาทในการคัดเลือกและสรุปข้อมูลให้ผู้บริโภค
- ขณะเดียวกันบริการ Google Ads และ Facebook Ads ก็ต้องออกแบบให้เชื่อมโยงกับกลยุทธ์ SEO ระบบ Data Tracking และ Attribution อย่างเป็นระบบ เพื่อวัดผลได้ครบทุกช่วงของเส้นทางลูกค้า โดยเฉพาะในธุรกิจ B2B
การเลือกเอเจนซี่ในปีนี้จึงต้องพิจารณาความสามารถในการวางกลยุทธ์แบบองค์รวม เชื่อมโยงทั้งการทำ SEO, AI Search, Paid Media และ Data ของธุรกิจเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ ยิ่งเอเจนซี่ที่เข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคยุค AI และออกแบบการวัดผลตลอด Customer Journey ได้ชัดเจน จะช่วยเปลี่ยนการมองเห็นให้เป็นรายได้และการเติบโตที่ยั่งยืนได้จริงครับ










