เจ้าของเว็บไซต์ธุรกิจหรือนักการตลาดออนไลน์อาจสับสนว่า ควรเริ่มยิงแอดก่อน หรือเน้นทำให้เว็บติดหน้าแรก Google ก่อนดี? ความสับสนระหว่าง SEO SEM ต่างกันยังไงนั้นเป็นประเด็นที่พบได้บ่อย การทำเข้าใจความแตกต่างของทั้งสองกลยุทธ์นี้ จะช่วยให้ธุรกิจจัดสรรงบประมาณได้อย่างแม่นยำ คำนวณจุดคุ้มทุน (ROI) ได้ถูกต้อง และหลีกเลี่ยงการสูญเสียทรัพยากรไปกับการทำการตลาดที่ไม่ตอบโจทย์เป้าหมายธุรกิจที่แท้จริง ดังนั้น การแยกแยะระหว่าง SEO SEM คือก้าวแรกที่สำคัญที่สุดก่อนตัดสินใจ
คุณกัณฐิกา แววสว่าง - Performance Media Team Lead ผู้เชี่ยวชาญด้านการรับทำโฆษณาออนไลน์ ของ ANGA (แองก้า) ได้แชร์ว่า
“จากประสบการณ์ที่ทีม Performance Media ของเราได้บริหารแคมเปญการตลาดให้กับหลายธุรกิจ พบว่าธุรกิจส่วนใหญ่มักใช้กลยุทธ์แบบผสมผสาน คือใช้ SEM เพื่อสร้างกระแสเงินสดและทดสอบตลาดในระยะสั้น ควบคู่ไปกับการวางรากฐาน SEO เพื่อลดต้นทุนการตลาดต่อหน่วยในระยะยาว การทำทั้งสองอย่างพร้อมกันนี้ จะช่วยให้แบรนด์ครองพื้นที่บนหน้าแสดงผลการค้นหา (SERP) และเพิ่มโอกาสในการคลิก (CTR) ได้สูงกว่าการพึ่งพาการตลาดเพียงช่องทางเดียวค่ะ”
SEO ต่างกับ SEM อย่างไร
ก่อนอื่นเราต้องทำความเข้าใจหลักการทำงานของ SEO SEM คืออะไร ถึงแม้เป้าหมายของทั้งสองคือการปรากฏบนหน้าผลการค้นหาเพื่อดึงผู้ใช้งานเข้าสู่เว็บไซต์เหมือนกัน แต่หลักการทำงานและกรอบระยะเวลาในการเห็นผลลัพธ์นั้นต่างกันมาก เพื่อให้คุณวางแผนทรัพยากรบุคคลและงบประมาณได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่เกิดความคาดหวังที่ผิดพลาดนั่นเองครับ
SEO (Search Engine Optimization) คืออะไร
SEO คือ กระบวนการปรับปรุงเว็บไซต์ทั้งในด้านเนื้อหา (Content) และโครงสร้างทางเทคนิค (Technical Structure) ให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์และอัลกอริทึมของเสิร์ชเอนจิน เช่น Google โดยมีเป้าหมายเพื่อให้เว็บไซต์ปรากฏในผลการค้นหาแบบ Organic โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายต่อการคลิก ดังนั้น การตลาด SEO จึงเป็นการลงทุนระยะยาว เพื่อสร้างพื้นที่สื่อของแบรนด์ได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้องพึ่งพาโฆษณาตลอดเวลา
ตัวอย่าง การแสดงผล SEO ของเว็บไซต์ ANGA ที่ติดอันดับ 2 Google เมื่อเสิร์ชคำว่า “รับทำ AI Search”

หลักการทำงานของ SEO เป็นการทำให้ Bot ของ Google (Crawler) เข้าใจว่าเว็บไซต์เรามีคุณภาพ น่าเชื่อถือ และให้ข้อมูลที่ตรงกับสิ่งที่ผู้ใช้งานกำลังค้นหาได้ดีที่สุด เมื่อเว็บไซต์สะสมความน่าเชื่อถือ (Authority) ได้มากขึ้น โอกาสติดอันดับที่ดีบน Google ก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ผลลัพธ์จากการทำ SEO จะไม่เกิดขึ้นหรือเห็นผลในทันทีเหมือนการซื้อโฆษณา โดยทั่วไปต้องใช้เวลาในการพัฒนาและสร้างความน่าเชื่อถือให้เว็บไซต์ประมาณ 3–6 เดือนขึ้นไป ขึ้นอยู่กับระดับการแข่งขันของคีย์เวิร์ด และกลยุทธ์ของบริการทำ SEO ที่แต่ละธุรกิจเลือกใช้
SEO ข้อดีข้อเสีย
ข้อดี
- เมื่อเว็บติดอันดับ จะดึงดูดผู้เข้าชมได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่ต้องเสียค่าโฆษณาทุกครั้งที่มีคนคลิกเข้าเว็บไซต์
- ผู้ใช้งานส่วนใหญ่มักไว้วางใจผลการค้นหาแบบ Organic มากกว่าโฆษณา ช่วยให้แบรนด์ดูมีความเชี่ยวชาญและเป็นตัวจริงในสายงานนั้น
- บทความหรือหน้าเว็บที่ทำ SEO อย่างมีคุณภาพเพียงชิ้นเดียว สามารถดึงดูดผู้เข้าชมและสร้างโอกาสทางธุรกิจได้ต่อเนื่องหลายปี โดยไม่ต้องเริ่มใหม่ทุกครั้ง
- ยิ่งทำ SEO ต่อเนื่องนานเท่าไร ต้นทุนเฉลี่ยต่อการได้ลูกค้า (Customer Acquisition Cost: CAC) ก็จะยิ่งลดลง เพราะทราฟฟิกที่เข้ามาไม่ได้ผูกกับค่าโฆษณาเป็นรายคลิก
ข้อเสีย
- ใช้เวลานานกว่าจะเห็นผล ไม่เหมาะกับแคมเปญเร่งด่วน หรือสินค้าตามกระแสระยะสั้น
- ต้องใช้ความสม่ำเสมอ ต้องมีการอัปเดตเนื้อหา และปรับปรุงทางเทคนิคตลอดเวลา
- อันดับผันผวนตามอัลกอริทึม การเปลี่ยนแปลง Core Update ของ Google อาจส่งผลกระทบต่ออันดับได้เสมอ
SEM (Search Engine Marketing) คืออะไร
SEM คือ การทำการตลาดผ่านโฆษณาบนหน้าผลการค้นหา หรือที่เรียกว่า Paid Search โดยรูปแบบที่นิยมคือ โฆษณาแบบจ่ายต่อคลิก (PPC – Pay Per Click) ผ่านแพลตฟอร์ม Google Ads ซึ่งโฆษณาเหล่านี้จะแสดงอยู่ในตำแหน่งด้านบนหรือด้านล่างของหน้าค้นหา พร้อมกำกับโพตส์นั้นว่า “Sponsored” หรือ “ได้รับการสนับสนุน” เพื่อแยกออกจากผลการค้นหาแบบ Organic
ตัวอย่าง การแสดงผล SEM ของเว็บไซต์ ANGA เมื่อเสิร์ชคำว่า “รับทำ SEO”

หลักการทำงานของ SEM ใช้ระบบประมูล ผู้ลงโฆษณาจะกำหนดราคาสูงสุดที่ยินดีจ่ายต่อหนึ่งคลิก (Bid) เพื่อแข่งขันกับผู้ลงโฆษณารายอื่น ควบคู่ไปกับการพิจารณาคะแนนคุณภาพ (Quality Score) ของโฆษณา เช่น ความเกี่ยวข้องของคีย์เวิร์ด ข้อความโฆษณา และประสบการณ์หน้าเว็บไซต์ปลายทาง ยิ่งคุณภาพดี ก็ยิ่งมีโอกาสได้ตำแหน่งที่ดีในต้นทุนที่คุ้มค่ามากขึ้น
จุดเด่นของ SEM คือ ความเร็ว หลังจากตั้งค่าแคมเปญและผ่านการอนุมัติแล้ว โฆษณาจะเริ่มแสดงผลบนหน้าแรกทันที และมีโอกาสสร้างยอดขายได้ในระยะเวลาอันสั้น จึงเหมาะกับธุรกิจที่ต้องการกระแสเงินสดหมุนเวียนเร็ว ต้องการจัดโปรโมชันตามช่วงเวลา หรืออยากทดสอบตลาดก่อนลงทุนระยะยาว SEM จึงเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ธุรกิจเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ทันที โดยไม่ต้องรอการจัดอันดับเหมือนการทำ SEO
SEM ข้อดีข้อเสีย
ข้อดี
- สร้างทราฟฟิกและโอกาสในการขายได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมงหลังจากเริ่มต้นแคมเปญ เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการผลลัพธ์ทันที
- ผู้ลงโฆษณาสามารถกำหนดงบประมาณรายวันหรือรายแคมเปญได้ตามต้องการ และจ่ายเงินก็ต่อเมื่อมีผู้ใช้งานคลิกโฆษณาเท่านั้น
- SEM เป็นเครื่องมือที่ดีในการทดสอบว่าสินค้า บริการ หรือโปรโมชันใหม่ๆ ได้รับความสนใจจากตลาดมากน้อยเพียงใด ก่อนตัดสินใจลงทุนระยะยาว
- แก้ไขข้อความ โปรโมชัน หรือจุดขายให้สอดคล้องกับสถานการณ์ทางการตลาดได้ตลอดเวลา ทำให้สื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายได้อย่างยืดหยุ่น
ข้อเสีย
- หยุดจ่าย = ทราฟฟิกหาย ทันทีที่งบประมาณหมดหรือหยุดแคมเปญ เว็บไซต์จะหายไปจากหน้าค้นหาเลย
- ต้นทุนต่อคลิกอาจสูง ในบางอุตสาหกรรมที่มีการแข่งขันสูง ราคาต่อคลิก (CPC) อาจแพงจนไม่คุ้มกำไร
- การแข่งขันด้านราคา คู่แข่งที่มีเงินทุนหนากว่าก็จะประมูลแย่งพื้นที่โฆษณาได้เสมอ
ตารางเปรียบเทียบ SEO vs SEM ในมุมธุรกิจ
| SEO(Organic Search) | SEM(Google Ads) | |
| มุมมองการลงทุน | การสร้างทรัพย์สิน ลงทุนเพื่อผลตอบแทนระยะยาว | การซื้อบริการ จ่ายเงินเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ทันที |
| ระยะเวลาเห็นผล | ใช้เวลานาน โดยทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 3-6 เดือนขึ้นไป | เห็นผลลัพธ์ทันที |
| โครงสร้างต้นทุน | ต้นทุนคงที่ (ค่าจ้างบริษัทรับทำ SEO) แต่ต้นทุนต่อคลิกจะลดลงเรื่อยๆ | ต้นทุนผันแปรตามจำนวนคลิก จ่ายมากได้มาก หยุดจ่ายคือจบ |
| ความยั่งยืน | ยั่งยืนกว่า หากหยุดทำ อันดับอาจยังคงอยู่ได้ระยะหนึ่ง | ไม่ยั่งยืน หากหยุดจ่ายโฆษณา การมองเห็นเป็นศูนย์ทันที |
| วัตถุประสงค์หลัก | สร้าง Brand Authority และลดต้นทุนการตลาดระยะยาว | สร้าง Cash Flow ยอดขายเร่งด่วน และทดสอบตลาด |
กลยุทธ์ทำ SEO SEM พร้อมกัน เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายบน Google
ผมแนะนำว่าไม่ควรเลือกทำเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ควรใช้จุดแข็งของแต่ละเครื่องมือมาเสริมซึ่งกันและกัน นี่คือ 3 กลยุทธ์สำคัญของการทำ SEO SEM ร่วมกันที่พิสูจน์แล้วว่า สร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจได้จริง

1. ใช้ SEM หาคีย์เวิร์ดทำเงินแล้วเอาไปทำ SEO
หนึ่งในข้อผิดพลาดที่พบบ่อยของการทำ SEO คือ การเลือกคีย์เวิร์ดด้วยการคาดเดา หรือพิจารณาแค่ปริมาณการค้นหา (Search Volume) ที่สูงๆ แต่กลับไม่สร้างยอดขายให้ธุรกิจ กลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพกว่าคือ การใช้ SEM เป็นเครื่องมือวิจัยตลาด โดยเริ่มจากการยิงโฆษณาด้วยคีย์เวิร์ดแบบ Broad Match หรือ Phrase Match เพื่อเปิดโอกาสให้โฆษณาแสดงผลกับคำค้นหาที่หลากหลาย และใกล้เคียงกับความต้องการของลูกค้า
หลังจากรันแคมเปญไประยะหนึ่ง ให้วิเคราะห์รายงาน Search Terms ใน Google Ads เพื่อดูว่าคำค้นหาไหนมี Conversion Rate สูง หรือก่อให้เกิดยอดขายจริง จากนั้นจึงเลือกคีย์เวิร์ดทำเงินเหล่านี้มาใช้เป็นแนวทางในการวางโครงสร้างคอนเทนต์และบทความ SEO ต่อไปได้
2. ใช้คอนเทนต์ SEO มาช่วยลดค่าโฆษณา SEM
ในระบบ Google Ads ค่าใช้จ่ายต่อคลิก (CPC) ไม่ได้ขึ้นอยู่กับราคาประมูลเพียงอย่างเดียว แต่ยังพิจารณา Quality Score (คะแนนคุณภาพ) ด้วย ซึ่งเป็นตัวชี้วัดว่าโฆษณาและหน้าเว็บไซต์ปลายทาง มีคุณภาพและเกี่ยวข้องกับคีย์เวิร์ดมากน้อยเพียงใด หากเนื้อหาในหน้า Landing Page ยึดหลัก SEO ที่ดี เช่น เนื้อหาตรงตามเจตนาการค้นหา (Search Intent) เว็บไซต์โหลดเร็ว ใช้งานง่าย และให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ คะแนน Quality Score ก็มีแนวโน้มจะสูงขึ้น ส่งผลให้ธุรกิจจ่ายค่าโฆษณาต่อคลิกในราคาที่ต่ำลง ขณะเดียวกันก็มีโอกาสได้ตำแหน่งโฆษณาที่ดีขึ้นด้วย
นอกจากนี้ หากเว็บไซต์ติดอันดับแบบ Organic พร้อมมีโฆษณาแสดงอยู่บนหน้าเดียวกัน จะเกิดสิ่งที่เรียกว่า การครองพื้นที่ผลการค้นหาซึ่งช่วยเพิ่มการมองเห็นให้แบรนด์ เสริมภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำตลาด และเพิ่มโอกาสที่ผู้ใช้งานจะเลือกคลิกเข้าสู่เว็บไซต์คุณมากกว่าคู่แข่งได้อย่างมีนัยสำคัญเลยครับ
3. ใช้ SEM โปรโมทคอนเทนต์ SEO ช่วงแรก
สำหรับเว็บไซต์ใหม่ หรือบทความ SEO ที่เพิ่งเผยแพร่ การรอให้ Google เข้ามาเก็บข้อมูลและจัดอันดับอาจใช้เวลานาน การใช้ SEM ยิงโฆษณาเพื่อดึงคนเข้ามาอ่านบทความนั้นๆ ตั้งแต่ช่วงแรก มีประโยชน์กว่าการเพิ่มยอดวิว แต่ยังช่วยให้คุณได้ User Data ที่สำคัญทันที เช่น ระยะเวลาที่อยู่บนหน้าเว็บ (Time on Page) หรืออัตราการออกจากหน้าเว็บทันที (Bounce Rate) หากพบว่าคนกดโฆษณาเข้ามาแล้วปิดหน้าเว็บทันที ทำให้ Bounce Rate สูง อาจเป็นสัญญาณว่าคอนเทนต์ยังไม่ตอบโจทย์ผู้ใช้งาน
การรู้ปัญหาเร็วนี้ ช่วยให้คุณวางแผนปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพคอนเทนต์ได้ตั้งแต่เนิ่นๆ โดยไม่ต้องรอหลายเดือนกว่าจะรู้ผลจากการไต่อันดับ SEO เพื่อสร้างสัญญาณที่ดีต่อเสิร์ชเอนจินตั้งแต่แรก ส่งผลให้เว็บไซต์มีโอกาสไต่อันดับได้ง่ายและเร็วขึ้น
เมื่อ SEO ต่างกับ SEM ธุรกิจต้องเลือกกลยุทธ์ให้เหมาะกับเป้าหมาย
ท้ายที่สุดแล้วคำถามที่ว่า SEO ต่างกับ SEM อย่างไร หัวใจสำคัญอยู่ที่การเลือกใช้เครื่องมือให้เหมาะกับ สถานการณ์ของธุรกิจในขณะนั้น หากโจทย์ของคุณคืออยากได้ยอดทันที เพื่อสร้างกระแสเงินสดหมุนเวียน การเริ่มด้วย SEM คือคำตอบที่ตรงจุดที่สุด แต่หากคุณมองเกมยาวและอยากลดต้นทุนระยะยาว การเร่งปูพื้นฐาน SEO คือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดเพื่อลดต้นทุนการตลาดในอนาคต
อย่างไรก็ตาม กลยุทธ์ที่ผมแนะนำสำหรับธุรกิจที่อยากโตเร็วและยั่งยืน คือการทำ SEO + SEM ควบคู่กัน เพราะนอกจากจะช่วยให้ธุรกิจครองพื้นที่การค้นหาได้แล้ว ยังเป็นการใช้ข้อมูลจากโฆษณามาพัฒนาคอนเทนต์ SEO ให้แม่นยำ สร้างความได้เปรียบเหนือคู่แข่งได้อย่างแท้จริงครับ










