นักการตลาดดิจิทัล หรือ นักการตลาดออนไลน์ คือผู้ที่อยู่เบื้องหลังการใช้ข้อมูล เทคโนโลยี และความเข้าใจในพฤติกรรมผู้บริโภค เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจต่างๆ ให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้อย่างแม่นยำบนโลกออนไลน์ ในยุคที่พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว อัลกอริทึมของแพลตฟอร์มต่างๆ ก็มีการปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา และ AI ยังเข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตอีก นอกจากสายงานนี้จะเป็นอาชีพที่ได้รับความนิยมสูงแล้ว ยังเป็นส่วนสำคัญที่ส่งผลต่อการเติบโตของธุรกิจ มาดูกันว่า นักการตลาดดิจิทัลลักษณะงานเป็นยังไง ถ้าอยากเป็นนักการตลาดออนไลน์ต้องมีทักษะอะไรบ้าง 

นักการตลาดดิจิทัลคือใคร

นักการตลาดดิจิทัล (Digital Marketer) คือ ผู้ที่ทำหน้าที่ออกแบบและบริหารจัดการเส้นทางการตัดสินใจของลูกค้า (Customer Journey) อย่างครบวงจร ตั้งแต่ขั้นตอนที่ลูกค้ายังไม่รู้จักแบรนด์ (Awareness) ไปจนถึงการตัดสินใจซื้อ (Conversion) และการกลับมาซื้อซ้ำรวมถึงการบอกต่อ (Advocacy)

การทำงานของ Digital Marketer ในปัจจุบันจะรวม 3 ส่วนสำคัญนี้เข้าด้วยกัน ได้แก่

  1. ข้อมูลพฤติกรรมผู้บริโภค (Consumer Data) เพื่อวิเคราะห์ความต้องการที่แท้จริง
  2. เครื่องมือเทคโนโลยีการตลาด (MarTech) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย
  3. AI และ Automation เพื่อสร้างความแม่นยำและประหยัดทรัพยากร

เป้าหมายสูงสุดของนักการตลาดดิจิทัล คือ การส่งข้อความไปหาคนที่ใช่ในเวลาที่เหมาะสมผ่านช่องทางต่างๆ เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้และวัดผลได้อย่างเป็นรูปธรรม

หน้าที่และลักษณะงานของนักการตลาดดิจิทัล (Digital Marketer)

จากประสบการณ์ของ คุณสิทธิวิชญ์ เงินแถบ - Paid Media Account Manager ผู้เชี่ยวชาญด้านการรับทำโฆษณาออนไลน์ ของ ANGA (แองก้า) ที่ได้ดูแลการตลาดให้หลายองค์กรชั้นนำในประเทศไทย "ผมเห็นชัดว่านักการตลาดดิจิทัลมืออาชีพไม่ใช่แค่คนทำสื่อออนไลน์ แต่คือคนวางระบบการเติบโตให้ธุรกิจ ตั้งแต่การหาลูกค้าใหม่ การใช้ข้อมูลจริงมาปรับกลยุทธ์ ไปจนถึงการเพิ่มยอดขายอย่างยั่งยืน เมื่อการตลาดขับเคลื่อนด้วยกลยุทธ์และตัวเลขที่ถูกต้อง ธุรกิจจะไม่ได้แค่เป็นที่รู้จักมากขึ้น แต่ยังเติบโตอย่างมีทิศทางและวัดผลได้จริงด้วยครับ"

นักการตลาดดิจิทัล ลักษณะงานเป็นยังไง

1. วางกลยุทธ์จากเป้าหมายธุรกิจ ไม่ใช่แค่ยอดไลก์

เริ่มจากการทำความเข้าใจเป้าหมายทางธุรกิจ เพราะหน้าที่หลักของงานนี้คือ การใช้ช่องทางดิจิทัลเพื่อขับเคลื่อนผลลัพธ์ที่ส่งผลต่อรายได้ ไม่ใช่แค่ทำให้ตัวเลขบนหน้าจอดูดี นักการตลาดออนไลน์ที่มีประสบการณ์จึงโฟกัสที่ข้อมูลเชิงธุรกิจมากกว่า Vanity Metrics เช่น ยอดไลก์หรือยอดวิวที่ไม่ได้นำไปสู่การเติบโตจริง จากนั้นจึงออกแบบกลยุทธ์ การสื่อสาร และเส้นทางลูกค้าให้สอดคล้องกับเป้าหมายที่วางไว้ตั้งแต่ต้น

นักการตลาดดิจิทัลทํางานอะไรบ้าง

  • เริ่มจากเป้าหมายธุรกิจ (Business Objectives) เข้าใจให้ชัดว่าองค์กรต้องการอะไร เช่น เพิ่มรายได้ ขยายฐานลูกค้า หรือสร้างความแข็งแรงให้แบรนด์
  • กำหนดวัตถุประสงค์ทางการตลาดให้ชัดเจน เช่น Sales (ยอดขาย), Lead Generation (หาลูกค้ามุ่งหวัง) หรือ Brand Awareness (การรับรู้แบรนด์)
  • ออกแบบ Marketing Funnel & Customer Journey วางเส้นทางลูกค้าตั้งแต่ยังไม่รู้จักแบรนด์ → สนใจ → ตัดสินใจซื้อ → กลับมาซื้อซ้ำ โดยวางกลยุทธ์คอนเทนต์และโฆษณาให้เหมาะกับแต่ละช่วง
  • วัดผลด้วย KPI ที่ผูกกับรายได้จริง ไม่ยึดติดแค่ยอดไลก์หรือยอดวิว แต่ดูตัวชี้วัดที่สะท้อนความคุ้มค่าทางธุรกิจ เช่น CAC ต้นทุนต่อการได้ลูกค้า 1 คน หรือ ROAS รายได้เทียบกับค่าโฆษณาที่จ่ายไป
  • แยก Metrics ให้ออก เพราะตัวเลขสวยอาจไม่สร้างรายได้ ยอด Engagement ดีอาจช่วยเรื่องภาพลักษณ์ แต่ถ้าไม่พาไปสู่ยอดขายหรือฐานลูกค้าที่เติบโต ก็ต้องรีบปรับกลยุทธ์ใหม่

นักการตลาดดิจิทัลที่เก่งจะเริ่มจากความเข้าใจเป้าหมายทางธุรกิจ ไม่ใช่เริ่มจากคอนเทนต์หรือยอดไลก์ กลยุทธ์ที่ดีต้องเชื่อมโยงกับยอดขาย การหาลูกค้า หรือการสร้างแบรนด์อย่างชัดเจน พร้อมออกแบบเส้นทางลูกค้าให้สอดคล้องกับพฤติกรรมจริง และวัดผลด้วย KPI ที่สะท้อนรายได้ มากกว่ายึดติดกับตัวเลขสวยๆ ที่ไม่สร้างกำไรให้ธุรกิจ

2. ทำงานบนข้อมูลมากกว่าความรู้สึก

นักการตลาดดิจิทัลมืออาชีพต้องทำงานบนข้อมูล เพราะการตัดสินใจจากสัญชาตญาณเพียงอย่างเดียว อาจกลายเป็นความเสี่ยงทางธุรกิจได้ งานของนักการตลาดออนไลน์จึงไม่ใช่แค่คิดคอนเทนต์หรือยิงแอด แต่ต้องตีความข้อมูลจำนวนมากเพื่อหาอินไซต์ที่ซ่อนอยู่ แล้วนำมาปรับกลยุทธ์ให้แม่นยำขึ้น บางครั้งข้อมูลเล็กๆ เพียงจุดเดียว ก็เปลี่ยนทิศทางยอดขายได้อย่างมาก หากอ่านเกมและเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคได้ขาดจริงๆ

ลักษณะการทำงานแบบ Data-Driven Marketing

  • ตัดสินใจบนข้อมูล ไม่ใช่ความรู้สึก ใช้ตัวเลขจริงมาวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าแทนการคาดเดาว่าน่าจะชอบแบบนั้นแบบนี้
  • ค้นหาอินไซต์จากข้อมูลจำนวนมาก เพื่อมองหารูปแบบพฤติกรรม ความสนใจ จุดที่ลูกค้าหลุดจากกระบวนการซื้อ หรือคอนเทนต์ที่กระตุ้นการตัดสินใจได้ดีที่สุด
  • ใช้เครื่องมือวิเคราะห์อย่างมีประสิทธิภาพ
    • GA4 ดูเส้นทางผู้ใช้งาน พฤติกรรมในเว็บไซต์ และ Conversion
    • Facebook Ads Manager วิเคราะห์ผลโฆษณา ต้นทุนต่อผลลัพธ์ และกลุ่มเป้าหมาย
    • Heatmap ดูว่าผู้ใช้คลิก เลื่อน หรือหยุดดูตรงไหนของหน้าเว็บไซต์
  • เข้าใจ Attribution Model เป็นรูปแบบการกระจายน้ำหนักว่า ช่องทางไหนมีส่วนช่วยให้เกิดยอดขาย เช่น ลูกค้าอาจเห็นโฆษณา → ค้นหาใน Google → กลับมาซื้อผ่าน Remarketing โมเดลนี้จะช่วยให้รู้ว่าควรลงทุนกับช่องทางใดมากขึ้น
  • เตรียมรับมือ Privacy & Cookie-less Future คือยุคที่เบราว์เซอร์และแพลตฟอร์มต่างๆ จำกัดการใช้คุกกี้ติดตามผู้ใช้ ทำให้การเก็บข้อมูลจาก Third-party ยากขึ้น นักการตลาดจึงต้องโฟกัสการเก็บ First-party Data เช่น อีเมล หรือข้อมูลที่ลูกค้าให้โดยตรง

ผมมองว่าข้อมูลคือเข็มทิศที่บอกว่าลูกค้าคิดและทำอะไรจริงๆ ใครอ่านข้อมูลเป็น จะมองเห็นโอกาสก่อนคู่แข่ง ปรับเกมการตลาดได้เร็วกว่า และใช้งบการตลาดได้คุ้มค่ากว่าแบบชัดเจนในระยะยาว

3. บริหารโฆษณาและแคมเปญการตลาดออนไลน์

งานบริหารโฆษณาและแคมเปญการตลาดออนไลน์ในปัจจุบัน เป็นงานที่ต้องใช้ทั้งกลยุทธ์ ตัวเลข และความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับระบบโฆษณาของแต่ละแพลตฟอร์ม Digital Marketer ทำหน้าที่เหมือนผู้จัดการงบลงทุน ที่ต้องทำให้เงินทุกบาทสร้างผลตอบแทนสูงสุด จึงต้องเข้าใจกลไกการประมูลโฆษณา การแข่งขันของกลุ่มเป้าหมาย และพฤติกรรมผู้บริโภค เพื่อนำมาปรับแคมเปญให้มีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง

การบริหารโฆษณาและแคมเปญที่มีประสิทธิภาพ

  • กระจายงบประมาณให้เหมาะสมในแต่ละแพลตฟอร์ม ไม่ว่าจะเป็น Google Ads, Meta Ads, TikTok Ads ตามเป้าหมายธุรกิจ
  • กำหนดกลุ่มเป้าหมาย (Targeting) ให้แม่นยำ เลือกจากความสนใจ พฤติกรรม ความตั้งใจซื้อ หรือข้อมูลลูกค้าเดิม เพื่อให้โฆษณาไปถึงคนที่มีโอกาสซื้อจริงๆ
  • เข้าใจระบบประมูลโฆษณา แพลตฟอร์มจะเลือกโฆษณาที่ชนะการประมูลจากหลายปัจจัย เช่น Bid, คุณภาพโฆษณา และความเกี่ยวข้อง ไม่ใช่แค่ใครจ่ายแพงสุด
  • ทดสอบและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง (A/B Testing) ทดลองหลายเวอร์ชันของภาพ ข้อความ กลุ่มเป้าหมาย หรือ Landing Page เพื่อหาสูตรที่ให้ผลลัพธ์ดีที่สุด
  • โฟกัสที่การ Optimization ตลอดแคมเปญ ติดตามผลลัพธ์ทุกวัน แล้วปรับงบ ปรับโฆษณา หรือหยุดสิ่งที่ไม่คุ้ม เพื่อดันประสิทธิภาพให้ดีขึ้นเรื่อยๆ

ผมมองว่านักการตลาดออนไลน์ที่เก่งไม่ใช่คนที่ยิงแอดเก่งอย่างเดียว แต่คือคนที่รู้ว่าเงินควรไปอยู่ตรงไหน เข้าใจระบบประมูลของแพลตฟอร์ม และกล้าทดสอบเพื่อหาสิ่งที่ดีที่สุด การทำแคมเปญแบบไม่วัดผลหรือไม่ปรับปรุงระหว่างทาง เท่ากับปล่อยงบไหลทิ้งโดยไม่รู้ตัวเลยครับ

4. สร้างคอนเทนต์ที่ขายได้และมีคุณค่า

คอนเทนต์เป็นเครื่องมือทางธุรกิจที่ออกแบบมาเพื่อสื่อสาร โน้มน้าว และพาผู้ชมไปสู่การตัดสินใจบางอย่าง นักการตลาดดิจิทัลจึงต้องคิดเหมือนทั้งนักเล่าเรื่องและนักวางกลยุทธ์ เข้าใจว่าคอนเทนต์แต่ละชิ้นมีหน้าที่ในเส้นทางลูกค้า และต้องทำ Storytelling เข้ากับหลักจิตวิทยาผู้บริโภค เพื่อกระตุ้นให้เกิดการลงมือทำอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ดูยัดเยียดจนเกินไป

สิ่งสำคัญของการสร้างคอนเทนต์ที่ขายได้

  • คอนเทนต์ต้องตอบ 3 หน้าที่หลักต่อไปนี้
    • Attract ดึงดูดความสนใจ
    • Educate ให้ความรู้หรือมุมมองที่มีประโยชน์
    • Convert กระตุ้นให้เกิดการตัดสินใจ เช่น ทักแชต สมัคร หรือซื้อ
  • ใช้ Hook หยุดนิ้วตั้งแต่วินาทีแรก เปิดเรื่องด้วยประโยคคำถาม หรือภาพที่กระตุ้นความสนใจหรือปัญหาของกลุ่มเป้าหมายทันที
  • สื่อสาร Pain Point ให้ชัด ทำให้ผู้ชมรู้สึกว่า นี่คือเรื่องของฉัน ก่อนจะเสนอทางออกผ่านสินค้าหรือบริการของธุรกิจ
  • ประยุกต์ใช้จิตวิทยาผู้บริโภค เช่น หลักความน่าเชื่อถือ (Social Proof) ความเร่งด่วน หรือความคุ้นเคย เพื่อเพิ่มโอกาสในการตัดสินใจ
  • มี Call to Action ที่ชัดเจน บอกผู้ชมตรงๆ ว่าควรทำอะไรต่อ เช่น คลิกลิงก์ คอมเมนต์ หรือสั่งซื้อ

ผมเชื่อว่าคอนเทนต์ที่ดีไม่ใช่แค่ทำให้คนหยุดดู หยุดเลื่อนผ่าน แต่ต้องพาพวกเขาไปต่อจนถึงกระบวนการตัดสินใจด้วย Digital Marketer ที่เข้าใจทั้งการเล่าเรื่องและจิตวิทยาผู้บริโภค จะเปลี่ยนคอนเทนต์ธรรมดาให้เป็นเครื่องมือขายที่ทรงพลังได้ ทุกโพสต์จึงไม่ควรถูกสร้างขึ้นเพื่อความสวยงามอย่างเดียว แต่ต้องมีเป้าหมายทางธุรกิจซ่อนอยู่เสมอ

5. ผสานทุกช่องทางแบบไร้รอยต่อ (Omnichannel Integration)

ผู้บริโภคยุคนี้ไม่ได้ใช้เวลาอยู่บนแพลตฟอร์มเดียว แต่สลับไปมาระหว่างโซเชียล เว็บไซต์ เสิร์ชเอนจิน (Search Engine)  และมาร์เก็ตเพลสตลอดทั้งวัน หน้าที่ของนักการตลาดดิจิทัลจึงต้องวางระบบให้แบรนด์ตามลูกค้าให้ทัน พร้อมสร้างประสบการณ์ที่ต่อเนื่องและลื่นไหล ไม่ว่าลูกค้าจะเริ่มรู้จักแบรนด์จากช่องทางไหนก็ตาม

สิ่งสำคัญของการทำการตลาดแบบหลายช่องทาง

  • ออกแบบเส้นทางเชื่อมโยงระหว่างแพลตฟอร์ม พาลูกค้าจาก Social Media ไปยัง Website, LINE หรือ Marketplace ได้ง่ายและไม่สะดุด
  • ทำ Remarketing อย่างมีกลยุทธ์ ติดตามคนที่เคยเข้าเว็บ ดูสินค้า หรือมีปฏิสัมพันธ์กับโฆษณา เพื่อดึงกลับมาซื้อในจังหวะที่เหมาะสม
  • สร้างประสบการณ์ลูกค้าที่ต่อเนื่อง ข้อมูล โปรโมชัน และข้อเสนอควรสอดคล้องกันในทุกช่องทาง
  • รักษาความสอดคล้องของแบรนด์ โทนเสียง ภาพลักษณ์ และข้อความหลักต้องไปในทิศทางเดียวกันทุกจุดสัมผัส
  • เข้าใจ Touchpoints ของลูกค้า รู้ว่าลูกค้ามีโอกาสเจอแบรนด์ที่ไหนบ้าง เพื่อวางคอนเทนต์และโฆษณาให้ตรงจังหวะที่สุด

ผมมองว่าการตลาดยุคนี้ไม่ใช่แค่การแข่งกันว่าใครดังบนแพลตฟอร์มไหน แต่คือใครสร้างประสบการณ์ที่เชื่อมต่อกันได้ดีกว่า แบรนด์ที่ตามลูกค้าทันในทุกจุดสัมผัส จะถูกจดจำและถูกเลือกได้ง่ายกว่า นักการตลาดออนไลน์จึงต้องคิดแบบภาพรวม ไม่ใช่แยกทำทีละช่องทาง

6. วิเคราะห์ข้อมูลและปรับปรุงกลยุทธ์อย่างต่อเนื่อง

ลักษณะงานของนักการตลาดดิจิทัลจะต้องปรับตัวอยู่ตลอดเวลา เพราะพฤติกรรมผู้บริโภค เทคโนโลยี และอัลกอริทึมเปลี่ยนอยู่เสมอ สิ่งที่เคยได้ผลดีอาจใช้ไม่ได้ผลแล้วในเวลาอันรวดเร็ว หน้าที่สำคัญจึงไม่ใช่แค่ทำแคมเปญให้เสร็จ แต่ต้องติดตามผล วิเคราะห์ และเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง แนวคิดแบบ Test and Learn ทำให้นักการตลาดปรับตัวได้ไว ลดความเสี่ยง และค่อยๆ เพิ่มประสิทธิภาพของกลยุทธ์ให้ดีขึ้น

สิ่งสำคัญของการวิเคราะห์และพัฒนากลยุทธ์

  • ติดตามพฤติกรรมผู้ใช้อย่างใกล้ชิด ใช้เครื่องมือวิเคราะห์เชิงลึกเพื่อดูว่าคนเข้าเว็บจากไหน ทำอะไรต่อ และหลุดออกจากจุดใด
  • ประเมินประสิทธิภาพแคมเปญสม่ำเสมอ โดยวิเคราะห์ Conversion Rate ควบคู่กับผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) และผลตอบแทนจากค่าโฆษณา (ROAS)
  • ทำ A/B Testing อย่างต่อเนื่อง ทดสอบหลายเวอร์ชันของภาพโฆษณา ข้อความขาย หน้า Landing Page หรือปุ่ม Call to Action
  • เรียนรู้จากข้อมูลจริง ไม่ยึดติดความเชื่อเดิมๆ เปิดรับผลลัพธ์ที่แตกต่างจากที่คาด แล้วใช้ข้อมูลเป็นตัวตัดสิน
  • ปรับจูนกลยุทธ์อยู่ตลอดเวลา ลดสิ่งที่ไม่คุ้ม เพิ่มงบในส่วนที่ทำกำไร และปรับแผนตามข้อมูลล่าสุด

ผมมองว่านักการตลาดที่หยุดเรียนรู้ คือคนที่กำลังถอยหลังโดยไม่รู้ตัว เพราะโลกดิจิทัลเปลี่ยนเร็วเกินกว่าจะใช้สูตรเดิมซ้ำๆ การวิเคราะห์ข้อมูลและทดสอบอย่างสม่ำเสมอจึงเป็นหัวใจของความสำเร็จ ใครที่กล้าปรับ กล้าลอง และใช้ข้อมูลนำทาง จะลดความผิดพลาด เพิ่มกำไร และได้เปรียบคู่แข่งอย่างชัดเจน

7. ติดตามเทรนด์และนวัตกรรมใหม่ๆ

แพลตฟอร์มต่างๆ มีการอัปเดตอัลกอริทึม หรือมีเทคโนโลยีใหม่ๆ เกิดขึ้นตลอดเวลา หน้าที่ของนักการตลาดดิจิทัลจึงไม่ใช่แค่ทำงานตามหน้าที่เดิม แต่ต้องเป็นคนที่เรียนรู้ก่อนคนอื่นและปรับใช้ให้เร็วกว่า การติดตามเทรนด์จึงเป็นการรักษาความสามารถทางการแข่งขัน และมองเห็นโอกาสใหม่ๆ ที่คู่แข่งอาจยังไม่ทันสังเกต

สิ่งสำคัญของการติดตามเทรนด์

  • เรียนรู้และใช้เครื่องมือใหม่ๆ เช่น การนำ Generative AI มาช่วยคิดไอเดีย วิเคราะห์ข้อมูล หรือผลิตคอนเทนต์ให้เร็วและมีประสิทธิภาพขึ้น
  • นำเสนอแนวคิดที่สดใหม่ให้แบรนด์ ทำให้แบรนด์ดูทันสมัย น่าสนใจ และไม่ถูกมองว่าล้าหลัง
  • พัฒนาทักษะอย่างต่อเนื่อง เรียนคอร์ส อ่านบทความ หรือดู Case Study ที่น่าสนใจ เพื่อขยายมุมมองและไอเดียทางการตลาด

เทคโนโลยีใหม่ๆ หรืออัลกอริทึมที่เปลี่ยนไปอาจดูเป็นเรื่องน่าปวดหัว แต่สำหรับคนที่เรียนรู้ทัน มันคือโอกาสมหาศาลของธุรกิจ ใครที่กล้าลองเครื่องมือใหม่และเข้าใจเทรนด์ก่อน จะสร้างความได้เปรียบให้แบรนด์ได้ทั้งด้านต้นทุน ความคิดสร้างสรรค์ และความน่าสนใจในสายตาผู้บริโภค

7 สายงานหลักของนักการตลาดดิจิทั

สายงาน Digital Marketing เงินเดือนเท่าไหร่
  1. Digital Marketing Specialist วางแผนภาพรวมการตลาดดิจิทัลทั้งหมด เชื่อมทุกช่องทางให้ทำงานไปในทิศทางเดียวกัน ตั้งแต่โฆษณา คอนเทนต์ โซเชียล ไปจนถึงเว็บไซต์ (เงินเดือนอยู่ที่ประมาณ 25,000-60,000 บาท)
  2. Social Media Manager ดูแลทุกอย่างบนโซเชียลมีเดียของแบรนด์ วางแผนคอนเทนต์ โพสต์ สื่อสารกับผู้ติดตาม สร้างการมีส่วนร่วม และทำให้แบรนด์มีตัวตนที่ชัดเจนในแต่ละแพลตฟอร์ม (เงินเดือนอยู่ที่ประมาณ 18,000-45,000 บาท)
  3. Performance / Paid Media Specialist ผู้เชี่ยวชาญด้านการยิงโฆษณาออนไลน์ เน้นผลลัพธ์ที่วัดผลได้ เช่น ยอดขาย ลีด และ ROAS ทำหน้าที่วางงบ ทดสอบโฆษณา และปรับแคมเปญให้คุ้มค่าที่สุด (เงินเดือนอยู่ที่ประมาณ 25,000-60,000 บาท)
  4. SEO Specialist ทำให้เว็บไซต์ติดอันดับบน Google แบบไม่ต้องจ่ายค่าโฆษณา โดยปรับโครงสร้างเว็บ คอนเทนต์ และเทคนิคต่างๆ เพื่อดึงคนที่กำลังค้นหาสิ่งนั้นอยู่แล้วเข้ามา (เงินเดือนอยู่ที่ประมาณ 20,000-60,000 บาท)
  5. Content Creator / Content Strategist วางแผนและสร้างเนื้อหาที่ทั้งน่าสนใจและสนับสนุนเป้าหมายธุรกิจ เช่น คอนเทนต์ให้ความรู้ รีวิว วิดีโอ หรือบทความ ที่ช่วยดึงดูดและเปลี่ยนคนดูให้เป็นลูกค้า (เงินเดือนอยู่ที่ประมาณ 20,000-40,000 บาท)
  6. Data / Marketing Analyst ทำหน้าที่อ่านและวิเคราะห์ข้อมูลจากหลายแพลตฟอร์ม แล้วสรุปออกมาเป็นอินไซต์ที่ช่วยให้ทีมตัดสินใจได้แม่นขึ้น ว่าอะไรควรทำต่อ อะไรควรหยุด (เงินเดือนอยู่ที่ประมาณ 30,000-70,000 บาท)
  7. E-commerce / Marketplace Manager ดูแลการขายสินค้าบนแพลตฟอร์มอย่าง Shopee, Lazada หรือเว็บไซต์ร้านค้า วางโปรโมชัน จัดการหน้าร้านออนไลน์ และหาวิธีเพิ่มยอดขายอย่างต่อเนื่อง (เงินเดือนอยู่ที่ประมาณ 35,000-80,000 บาท)

นักการตลาดดิจิทัลเงินเดือนเท่าไหร่?

อัตราเงินเดือนขึ้นอยู่กับทักษะและประสบการณ์ โดยค่าเฉลี่ยเริ่มต้นสำหรับเด็กจบใหม่หรือระดับ Entry Level มักอยู่ที่ 18,000 - 30,000 บาท หากมีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง (Specialist) หรือระดับ Manager ที่มีผลงาน รายได้อาจขยับขึ้นไปที่ 50,000 - 150,000+ บาท ได้ไม่ยาก โดยเฉพาะในสายงาน Performance และ Data ที่ตลาดมีความต้องการสูงมาก

คุณสมบัติของนักการตลาดดิจิทัลยุคใหม่

การจะเป็นนักการตลาดดิจิทัลที่ประสบความสำเร็จในยุคนี้ จำเป็นต้องมีทักษะหลายอย่างร่วมกัน ดังนี้

  • คิดเชิงกลยุทธ์: ไม่ใช่เพียงแค่ทำตามบรีฟ แต่ต้องเข้าใจภาพใหญ่ว่าทำไปเพื่ออะไร และจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจยังไงในระยะยาว
  • เข้าใจข้อมูลและตัวเลข: ต้องสามารถอ่านค่าสถิติและแปลความหมายเป็น Action Plan ได้ เพราะการวิเคราะห์ที่แม่นยำช่วยลดความเสี่ยงในการใช้งบประมาณได้
  • เรียนรู้เครื่องมือใหม่และ AI ได้ไว: ความเร็วในการปรับตัวเข้ากับเครื่องมือและนวัตกรรมใหม่ๆ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพงานและสร้างความได้เปรียบเหนือคู่แข่ง
  • เข้าใจพฤติกรรมมนุษย์และจิตวิทยา: แม้เทคโนโลยีจะเปลี่ยนไป แต่พื้นฐานความต้องการของมนุษย์ยังคงเดิม การเข้าใจจิตวิทยาการตัดสินใจจะช่วยให้โน้มน้าวใจลูกค้าได้ดีกว่าเดิม
  • การสื่อสารและการทำงานร่วมกัน: ต้องอธิบายศัพท์เทคนิคยากๆ ให้ลูกค้าเข้าใจง่าย รวมถึงทำงานร่วมกับทีมกราฟิก ทีมขาย และทีมอื่นๆ ได้อย่างราบรื่น
  • ความยืดหยุ่นและการปรับตัว: เมื่ออัลกอริทึมเปลี่ยนหรือสถานการณ์โลกเปลี่ยน นักการตลาดต้องพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ได้ทันทีโดยไม่ยึดติดกับวิธีการเดิมๆ เท่านั้น

ก้าวสู่การเป็นนักการตลาดดิจิทัลมืออาชีพที่ธุรกิจต้องการ

การก้าวเข้าสู่เส้นทางสายอาชีพนักการตลาดดิจิทัลในปัจจุบัน ต้องเตรียมความพร้อมแบบรอบด้าน โดยทักษะที่คุณต้องเร่งพัฒนา ควรเริ่มตั้งแต่การคิดเชิงกลยุทธ์ที่เฉียบคม การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกเพื่อการตัดสินใจที่แม่นยำ ไปจนถึงความเชี่ยวชาญในแพลตฟอร์มและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ

สิ่งสำคัญที่สุดคือ ทัศนคติแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพราะโลกออนไลน์ที่อัลกอริทึมเปลี่ยนแปลงแทบจะรายวัน ใครที่ปรับตัวและดึงศักยภาพของเครื่องมือใหม่ๆ มาใช้สร้างผลลัพธ์ที่วัดผลได้จริง คุณจะไม่ได้เป็นเพียงผู้รันแคมเปญ แต่จะเป็นผู้ขับเคลื่อนการเติบโตที่องค์กรชั้นนำต่างแย่งตัวและขาดไม่ได้อย่างแน่นอนครับ