ในงาน ANGA CLUBHOUSE สุด Exclusive ที่จัดขึ้นโดย ANGA Bangkok ร่วมกับ ANGA MASTERY เพื่อพาร์ทเนอร์คนสำคัญ เราได้รับเกียรติจาก Google Thailand มาร่วมอัปเดต Insight และเทรนด์ล่าสุดก่อนใคร เพื่อเตรียมความพร้อมให้ธุรกิจรับมือกับโลกที่ AI กลายเป็นส่วนหนึ่งของทุกจังหวะชีวิตผู้บริโภคและทุกมิติของการดำเนินธุรกิจ
ย้อนกลับไปในปี 2000 Larry Page เคยกล่าวว่า “The ultimate search engine would understand exactly what you mean and give back exactly what you want.” หรือ Search Engine ในอุดมคติ คือสิ่งที่เข้าใจความหมายที่ผู้ใช้ต้องการสื่อ และส่งมอบคำตอบได้อย่างแม่นยำที่สุด ในปี 2025 Google ได้ผลักดันวิสัยทัศน์นั้นอย่างต่อเนื่องด้วยการยกระดับ AI ให้กลายเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุด ผ่านการเปิดตัวโมเดลอัจฉริยะอย่าง Gemini 3, การปฏิวัติวงการวิดีโอด้วย Veo 3, การ Shopping in AI Mode และอีกมากมาย ซึ่งทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า Google คือผู้กำหนดทิศทางที่กำลังขับเคลื่อนและสั่นสะเทือนโลกเทคโนโลยี พร้อมตอกย้ำการเติบโตอย่างก้าวกระโดดในปีที่ผ่านมา

กว่า 2 พันล้านคนใช้งานผลิตภัณฑ์ Google อย่างน้อย 7 บริการทุกวัน
“2B people use 7 of Google’s products daily” Google พยายามเน้นย้ำให้ทั้งนักการตลาดและเจ้าของธุรกิจมองเห็นภาพใหญ่ของ Ecosystem ที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก จาก Insight สำคัญที่ว่า มีผู้ใช้งานกว่า 2 พันล้านคนที่ใช้บริการของ Google อย่างน้อย 7 แพลตฟอร์มในทุกวันไม่ว่าจะเป็น Google Search, YouTube, Gmail, Google Maps, Google Drive, Google Play Store และ Google Chrome
สิ่งนี้สะท้อนว่า ในหนึ่งวันผู้บริโภคแทบไม่เคยหลุดออกจาก Ecosystem ของ Google เลย ตั้งแต่ตื่นมาเช็กอีเมลผ่าน Gmail วางแผนการเดินทางด้วย Google Maps ค้นหาข้อมูลผ่าน Google Search เสพคอนเทนต์หรือดูรีวิวสินค้าบน YouTube ไปจนถึงการดาวน์โหลดแอปผ่าน Google Play Store และเมื่อทุกพฤติกรรมเชื่อมต่อกัน ทำให้ Google ไม่ได้แค่รู้จักผู้ใช้งานในระดับ Demographic แต่เข้าใจเจตนาการค้นหา (Search Intent) ได้แบบเรียลไทม์ว่าผู้ใช้งานกำลังต้องการอะไร ทำให้ธุรกิจสื่อสารและทำการตลาดได้อย่างแม่นยำกว่าที่เคยมีมา
ธุรกิจต้องอยู่ให้ถูกที่ ตั้งแต่ลูกค้าเริ่มสนใจจนถึงวินาทีตัดสินใจซื้อ
Google ได้สะท้อนทิศทางสำคัญของการตลาดผ่านแนวคิด “Be where discovery starts and decisions are made” ซึ่งเป็นเหมือนแนวทางของธุรกิจยุค AI เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคไม่ได้เริ่มต้นและจบในที่เดียว แต่กระจายอยู่ในหลากหลายแพลตฟอร์มภายใน Ecosystem เดียวกัน ตั้งแต่ช่วงแรกของการค้นพบไปจนถึงวินาทีสุดท้ายของการตัดสินใจ ทุกจุดล้วนมีผลต่อการเลือกแบรนด์ ธุรกิจจึงต้องออกแบบการปรากฏตัวให้ครอบคลุมทั้ง Journey ของลูกค้า ต้องวาง Presence ให้ครอบคลุมทุก Touchpoint ที่ความสนใจเริ่มก่อตัว จากนั้น AI ของ Google จะช่วยจับคู่สินค้าหรือบริการของคุณกับคนที่กำลังจะซื้อในจังหวะที่เหมาะสมที่สุด
สรุปคือ แบรนด์ที่ชนะในยุคนี้ ไม่ใช่แค่แบรนด์ที่ค้นหาเจอ แต่คือแบรนด์ที่ถูกค้นพบก่อนและอยู่ตรงนั้นพอดีในวินาทีที่ลูกค้าพร้อมตัดสินใจ
ธุรกิจกำลังอยู่ในยุคแห่ง Super-Empowered Consumer

มีข้อมูลที่น่าสนใจมากเกี่ยวกับพฤติกรรมผู้บริโภคชาวไทยและอิทธิพลของ AI ที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อ โดย Google นิยามพฤติกรรมผู้บริโภคว่าเป็น Super-Empowered Consumer หรือกลุ่มคนที่มีอำนาจในการเลือกสูงมากกว่าที่เคย และมี AI เป็นตัวเร่งให้ทุกการตัดสินใจเกิดขึ้นเร็วและแม่นยำขึ้น โดยเฉพาะผู้บริโภคชาวไทยที่เปิดรับเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว
สิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจนคือ เส้นทางของลูกค้า (Customer Journey) ไม่ได้ค่อยๆ ไต่ระดับจากการค้นหาไปสู่การซื้อ แต่ถูกย่นระยะให้สั้นลงอย่างมาก จากความสงสัยเพียงเล็กน้อย สามารถนำไปสู่การตัดสินใจซื้อได้แทบจะทันที เพราะ AI เข้ามาช่วยสรุป วิเคราะห์ และคัดเลือกข้อมูลที่ดีที่สุดให้ในเสี้ยววินาที Google ยังเปิดสถิติที่น่าสนใจกับ ANGA ว่า
- 77% ของผู้ใช้ AI Overviews และ/หรือ AI Mode ยอมรับว่าพวกเขาตัดสินใจได้เร็วขึ้น
- 75% ของผู้ใช้รู้สึกมั่นใจในการตัดสินใจมากขึ้น เมื่อมี AI มาช่วยสรุปข้อมูลให้
Google & YouTube คือพื้นที่หลักของคนไทย
Google ยังเผยสถิติที่น่าสนใจอีกว่า
- 79% ของผู้บริโภคไทยใช้งาน Google และ/หรือ YouTube ทุกวัน ตัวเลขนี้สะท้อนชัดเจนว่า Google ไม่ได้เป็นแค่เครื่องมือค้นหา แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ที่อยู่ในทุกช่วงเวลาของวัน และยิ่งเชื่อมโยงกับแนวคิด “The Rise of the Super-Empowered Consumer” ก็ยิ่งทำให้เห็นว่าผู้บริโภคไทยวันนี้ ตัดสินใจเร็วขึ้น ฉลาดขึ้น และคาดหวังมากขึ้น เพราะมี AI เป็นตัวช่วย
ความเร็วกลายเป็นโอกาสสำคัญของธุรกิจ
เมื่อผู้บริโภคส่วนใหญ่อยู่บนแพลตฟอร์มของ Google หรือ YouTube ตลอดเวลา และ AI ช่วยให้ตัดสินใจได้เร็วขึ้นถึง 77% ธุรกิจที่สื่อสารช้าหรือให้ข้อมูลไม่ชัดเจนจะเสียโอกาสทันที อีกด้านหนึ่งเมื่อ 75% ของผู้ใช้รู้สึกมั่นใจใน AI มากขึ้น ธุรกิจจึงต้องสร้างคอนเทนต์ที่น่าเชื่อถือ ตรงไปตรงมา และตอบคำถามได้จริง เพื่อให้ AI เลือกไปแสดงผลเป็นส่วนหนึ่งของคำตอบ
พลังของ Gemini สร้างความได้เปรียบทางธุรกิจ

“The Gemini Advantage is your ROI Advantage”
Google ได้ยืนยันกับผู้ร่วมงาน ANGA CLUBHOUSE ว่า การนำ Gemini เข้ามาเสริมการทำโฆษณาออนไลน์ เป็นการยกระดับผลลัพธ์ทางธุรกิจ โดยเฉพาะในด้าน ROI หรือผลตอบแทนจากการลงทุนที่เพิ่มขึ้น เพราะ Gemini ช่วยเปลี่ยนประสบการณ์ของผู้บริโภคให้แม่นยำขึ้น ทำให้โฆษณาเข้าถึงผู้ใช้งานได้ตรงใจและมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม เพราะ AI สามารถวิเคราะห์ Intent และพฤติกรรมได้แบบเรียลไทม์ ส่งผลให้ทุกการแสดงโฆษณามีโอกาสสร้างผลลัพธ์ได้สูงขึ้น
- AI Max for Search: แคมเปญโฆษณาที่ใช้ AI เต็มรูปแบบ ช่วยเพิ่มจำนวน Conversion ได้สูงถึง 27% และต้นทุนต่อการกระทำ (CPA) ใกล้เคียงเดิม เมื่อเทียบกับการตั้งค่าแบบ Manual
- Performance Max (PMax): เพิ่ม ROAS หรือผลตอบแทนจากค่าโฆษณา ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านยอดขาย 10% และให้ผลลัพธ์ดีกว่าการใช้ Search อย่างเดียว
สรุปคือ Gemini นอกจากจะช่วยทำโฆษณาให้ง่ายขึ้นแล้ว ยังทำให้โฆษณาทำเงินได้มากกว่าเดิม โดยใช้ข้อมูลและ AI เป็นตัวขับเคลื่อน ซึ่งกลายเป็นความได้เปรียบสำคัญของธุรกิจในยุคนี้
คนจะไปถาม AI จนไม่ใช้ Google Search หรือไม่?
ข้อมูลของ Google ชี้ว่า 94% ของผู้ใช้งาน AI (LLM) เป็นประจำ ก็ยังคงใช้ Google Search ควบคู่กันอย่างสม่ำเสมอ หมายความว่า AI และ Search ไม่ได้มาแทนที่กัน แต่ทำหน้าที่เสริมพลังกันมากกว่า โดยผู้ใช้งานมักเริ่มจากการใช้ AI เพื่อช่วยคิด วิเคราะห์ หรือสรุปข้อมูลให้เข้าใจง่าย จากนั้นจึงกลับมาที่ Google Search เพื่อค้นหาข้อมูลเชิงลึก ตรวจสอบความน่าเชื่อถือ เปรียบเทียบตัวเลือก หรือดำเนินการบางอย่างต่อด้วยตัวเอง
และแนวโน้มในอนาคต “ผู้คนจะค้นหาเก่งขึ้น และค้นหาบ่อยขึ้น” โดยบน Google มีการค้นหาสูงถึง 5 ล้านล้านครั้งต่อปี โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เป็นผู้ใช้งาน Google Search มากที่สุด และยังเป็นแรงขับเคลื่อนให้เกิดคำค้นหาใหม่ๆ บน AI Overviews เพราะเมื่อ AI เข้ามาช่วยสรุปและจัดระเบียบข้อมูล ผู้ใช้งานจึงตั้งคำถามที่ซับซ้อนและเฉพาะเจาะจงมากขึ้น เช่น ผู้ใช้งาน AI Mode จะถามคำถามที่ยาวขึ้นกว่าเดิม 2-3 เท่า นี่จึงเป็นโอกาสสำคัญที่แบรนด์จะถูกค้นพบในมิติใหม่ๆ ไม่ใช่แค่จากคีย์เวิร์ดสั้นๆ เหมือนการทำ SEO แบบเดิมเท่านั้น
ในฐานะนักการตลาดหรือเจ้าของธุรกิจ ข้อมูลนี้กำลังบอกอะไรเรา?
ข้อมูลนี้สะท้อนการเปลี่ยนแปลงสำคัญของพฤติกรรมการค้นหาบน Google Search อย่างชัดเจน
- Long-tail Keyword สำคัญกว่าเดิม: เพราะคนถามคำถามยาวขึ้นและซับซ้อนขึ้น คอนเทนต์ต้องตอบโจทย์ปัญหา หรือความต้องการในเชิงลึกได้อย่างครอบคลุม
- AI คือสะพานเชื่อม ไม่ใช่กำแพง: แม้ AI จะตอบคำถามเบื้องต้นให้ แต่สถิติยืนยันว่ามันยังคงส่งทราฟฟิกไปยังเว็บไซต์ และเป็นทราฟฟิกที่มีคุณภาพ (High Intent) มากขึ้น
- ความพึงพอใจนำไปสู่โอกาสทางธุรกิจ: เมื่อผู้ใช้มีประสบการณ์ที่ดี เขาจะกลับมาใช้งานซ้ำ ทำให้โอกาสที่แบรนด์จะถูกค้นพบเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
Search ไม่ได้หยุดอยู่ที่การให้ข้อมูลเท่านั้น

ปัจจุบัน Google กำลังพัฒนา Google Search ให้ก้าวข้ามจากเครื่องมือให้ข้อมูล ไปสู่ผู้ช่วยอัจฉริยะที่สามารถคิด วิเคราะห์ และลงมือทำแทนผู้ใช้งานได้จริง โดยมี 3 แกนหลักที่กำลังเปลี่ยนประสบการณ์การค้นหาไปอย่างสิ้นเชิง
1. More Intelligent เข้าใจเจตนาได้ลึกขึ้น
- AI เข้าใจ Intent และ Context ไม่ใช่แค่คำค้นหา
- วิเคราะห์หลายปัจจัยได้พร้อมกัน เช่น สถานการณ์ ความต้องการ และเงื่อนไขของผู้ใช้แต่ละคน
- ให้คำแนะนำที่ใกล้เคียงผู้เชี่ยวชาญ ไม่ใช่แค่ลิสต์ลิงก์
2. More Personalized ผลลัพธ์ที่ออกแบบมาเพื่อคุณ
- แสดงผลลัพธ์เฉพาะบุคคลเมื่อผู้ใช้อนุญาต
- คัดตัวเลือกที่เหมาะที่สุดในตอนนั้น ไม่ใช่แค่ตัวเลือกยอดนิยมทั่วไป
3. More Agentic จากแค่แนะนำ เป็นช่วยลงมือทำ
- AI ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยที่จัดการงานให้จบตามที่สั่ง
- ค้นหาข้อมูลจากหลายแหล่งพร้อมกันแบบอัตโนมัติ
- ลดขั้นตอนการตัดสินใจและการลงมือทำของผู้ใช้
ผมมองว่า Search ทุกวันนี้ ไม่ได้แค่ตอบคำถามตามที่เราพิมพ์ไปเท่านั้น แต่กำลังกลายเป็นผู้ช่วยที่ทำงานแทนเราได้ในหลายส่วน ซึ่งเป็นการยกระดับประสบการณ์จาก Information → Intelligence อย่างแท้จริงครับ
โฆษณายุคใหม่ เปลี่ยนจากการขัดจังหวะสู่การเป็นคำตอบที่ใช่
แนวคิด “The best ads are just answers” นิยามการโฆษณายุคใหม่ โดย Google พัฒนาโฆษณาให้กลมกลืนกับประสบการณ์ใช้งาน ไม่ใช่สิ่งที่เข้าไปรบกวนหรือขัดจังหวะ แต่เป็นส่วนหนึ่งของคำตอบที่ผู้ใช้กำลังมองหา
- AI Max for Search: ใช้ AI ช่วยค้นหาคำค้นหาใหม่ที่นักการตลาดไม่เคยเข้าถึง จับคู่โฆษณาได้แม่นยำขึ้น ตาม Intent ของผู้ใช้
- Ads in AI Overviews & AI Mode: โฆษณาปรากฏในรูปแบบ Shopping Ads และ Text Ads ที่แสดงอยู่ในทั้งสรุปคำตอบ AI Overviews และ AI Mode
- โฆษณาคือคำตอบ ไม่ใช่การขาย: แสดงผลในจังหวะที่ผู้ใช้กำลังต้องการ เปลี่ยนจากการโฆษณาแบบหว่าน → สู่การสื่อสารแบบแม่นยำ (High Intent) ตอบโจทย์คำถามที่ซับซ้อนได้ทันที
สิ่งที่น่าสนใจคือ เทคโนโลยีอย่าง AI Max กำลังเปลี่ยนบทบาทของโฆษณาจากเดิมที่เคยเป็นสิ่งรบกวน กลายเป็นคำตอบที่ผู้บริโภคกำลังมองหาในขณะนั้นจริงๆ
กระบวนการทางการตลาดแบบ Full-Funnel Marketing ของ Google

เปลี่ยนการตลาดแบบตั้งรับมาเป็นการเข้าถึงใจผู้บริโภคได้อย่างแม่นยำในทุกย่างก้าว โดย Google ได้แบ่งกระบวนการสร้างความสำเร็จออกเป็น 3 ระยะสำคัญ ดังนี้
1. Create Demand สร้างความต้องการ
การรอให้ลูกค้ามีความต้องการแล้วค่อยค้นหาอาจไม่เพียงพอ เพราะแบรนด์ที่ได้เปรียบคือแบรนด์ที่เข้าไปอยู่ในใจลูกค้าตั้งแต่ก่อนที่เขาจะเริ่มค้นหาอะไรด้วยซ้ำ แนวคิดนี้คือการสร้างแรงบันดาลใจ และกระตุ้นให้ผู้บริโภครับรู้ถึงความต้องการหรือปัญหาที่ยังไม่ชัดเจน ผ่านคอนเทนต์ที่ดึงดูดบนแพลตฟอร์มอย่าง Google และ YouTube
ข้อมูลจาก Google ชี้ว่า 78% ของเส้นทางการซื้อของผู้บริโภคชาวไทย เริ่มต้นจากการค้นพบแบรนด์ สินค้า หรือร้านค้าใหม่ผ่าน Google และ YouTube นั่นหมายความว่า แพลตฟอร์มเหล่านี้คือจุดเริ่มต้นของความต้องการ และเป็นพื้นที่ที่แบรนด์เข้าไปสร้าง First Impression ได้ตั้งแต่ก้าวแรก
- อย่ารอ Demand แต่ต้องสร้าง Demand: เข้าถึงลูกค้าก่อนที่เขาจะเริ่มค้นหา ด้วยการสร้างความสนใจผ่านคอนเทนต์ที่ดึงดูด
- Content = จุดเริ่มต้นของการค้นพบ: วิดีโอ รูปภาพ และฟีด คือจุดที่ความสนใจเริ่มต้นขึ้น ช่วยให้ลูกค้ารู้ตัวว่า เขาต้องการอะไร
- 78% ของ Journey เริ่มจาก Discovery: ผู้บริโภคไทยค้นพบแบรนด์ใหม่ผ่าน Google และ YouTube ถ้าธุรกิจไม่อยู่ในจุดนี้ อาจพลาดโอกาสตั้งแต่แรก
2. Capture Demand ช่วงชิงดีมานด์
หลังจากความสนใจของลูกค้าถูกจุดประกายจากแพลตฟอร์มต่างๆ เช่น โซเชียลมีเดีย บทบาทสำคัญจะย้ายมาที่ Google Search ทำหน้าที่เปลี่ยนความอยากรู้เป็นความมั่นใจ ซึ่งนำไปสู่การซื้อจริง ข้อมูลจาก Google ชี้ว่า 81% ของผู้ใช้โซเชียลมีเดียจะกลับมาใช้ Google Search เพื่อตรวจสอบข้อมูล เปรียบเทียบ และยืนยันความถูกต้องของข้อมูลก่อนตัดสินใจ นี่จึงเป็นจังหวะสำคัญที่ธุรกิจต้องช่วงชิงความสนใจ และเปลี่ยนให้กลายเป็นยอดขายให้ได้ ผ่านการทำคอนเทนต์เหล่านี้ เช่น
- คอนเทนต์เปรียบเทียบสินค้า/บริการ (Comparison)
- รีวิวเชิงลึก หรือกรณีศึกษา (Review/Case Study)
- คำถามที่พบบ่อย (FAQ) ที่ตอบแบบละเอียด
- คอนเทนต์แก้ปัญหาเฉพาะทาง (Problem-Solution Content)
- หน้า Product/Service ที่มีข้อมูลครบ ตัดสินใจได้ทันที
ดังนั้น หากแบรนด์ไม่ปรากฏตัวทั้งในมุมของ SEO และ AI Visibility โอกาสที่ลูกค้าจะเปลี่ยนใจไปเลือกคู่แข่งจะเกิดขึ้นทันที ในทางกลับกัน แบรนด์ที่มีข้อมูลครบ ชัด และน่าเชื่อถือ จะปิดการขายได้ในจังหวะสำคัญนี้
3. Convert Demand เปลี่ยนความต้องการเป็นยอดขาย

เมื่อลูกค้าผ่านการค้นพบและประเมินผลมาแล้ว ระยะนี้คือการตัดสินใจซื้อจริง Google ได้แสดงให้เห็นว่าการมี AI ที่ดีที่สุดจะนำไปสู่ผลตอบแทน (ROI) ที่ดีที่สุด ผ่านกลไกสำคัญ ดังนี้
1. เพิ่มประสิทธิภาพการปิดยอดด้วย AI Max & PMax
- AI Max for Search: ช่วยให้ธุรกิจได้ Conversions เพิ่มขึ้นถึง 27% ในต้นทุนที่คุ้มค่า (CPA ใกล้เคียงเดิม) เมื่อเทียบกับการตั้งค่า Keyword แบบเดิมๆ
- PMax (Performance Max): นักการตลาดกว่า 63% ยอมรับว่า PMax ให้ ROI ที่สูงกว่า เมื่อเทียบกับเครื่องมือจากแพลตฟอร์มคู่แข่ง เพราะ PMax ช่วยกระจายโฆษณาไปทั่วทุกช่องทางของ Google (YouTube, Gmail, Maps, Search) เพื่อดักรอจังหวะที่ลูกค้าพร้อมจ่ายเงินที่สุด
2. YouTube แหล่งสร้างนักช้อปที่มั่นใจ (Confident Shoppers)
- 80% ของผู้ชมยอมรับว่า YouTube ช่วยให้พวกเขาตัดสินใจซื้อได้อย่างมั่นใจมากขึ้น
- 82% เชื่อมั่นในตัว Creator โดยพลังของ Influencer และ Creator บน YouTube เป็นกุญแจสำคัญที่สร้างความเชื่อใจจนนำไปสู่การควักเงินจ่าย
- ในแต่ละวัน มีการรับชมวิดีโอที่เกี่ยวกับการช้อปปิ้งสูงถึง 90 ล้านชั่วโมง บน YouTube ตอกย้ำว่านี่คือห้างสรรพสินค้าออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก
และนี่คือการทำงานร่วมกันอย่างสมบูรณ์แบบระหว่างวิดีโอและการค้นหา หากแบรนด์ทำโฆษณา YouTube ได้ดี จะช่วยกระตุ้นให้คนกลับมา Search หาแบรนด์คุณมากขึ้น และปิดการขายได้ง่ายขึ้นในที่สุด
เข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคยุค AI เพื่อวางทิศทางธุรกิจให้เติบโต
การได้เข้าถึง Insight ที่มาจาก Google Thailand โดยตรง ทำให้เรามองเห็นทิศทางอนาคตของธุรกิจได้อย่างชัดเจน ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้ทั้งแบรนด์และพาร์ทเนอร์คนสำคัญของ ANGA ปรับกลยุทธ์การทำการตลาดออนไลน์ได้แม่นยำขึ้น เข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคในยุค AI ที่ซับซ้อนและรวดเร็ว ตั้งแต่การสร้าง Demand ไปจนถึงการปิดยอดขายจริง
เมื่อธุรกิจวางตัวอยู่ในทุกจังหวะสำคัญของ Customer Journey ได้อย่างถูกต้อง ก็จะเพิ่มโอกาสในการถูกค้นพบ สร้างความเชื่อมั่น และเปลี่ยนเป็นยอดขายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในขณะเดียวกัน ยังสามารถนำ Insight เหล่านี้ไปต่อยอด สร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน และเติบโตไปพร้อมกันอย่างยั่งยืนในยุคที่ AI เป็นตัวกำหนดเกมธุรกิจ






