เคยสังเกตไหมว่า เวลาเรามีคำถามที่ซับซ้อนหรืออยากได้คำตอบแบบเจาะลึก เราอาจเลือกที่จะเปิด AI Chatbot เพื่อพิมพ์คำถามเป็นประโยค หรือใช้ Long-tail Keywords แทนการพิมพ์คีย์เวิร์ดสั้นๆ ผ่าน Google ซึ่งพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปนี้ทำให้นักการตลาดและเจ้าของเว็บไซต์เริ่มตั้งคำถามว่า Google กำลังถูกลดบทบาทลงหรือไม่?
ANGA (แองก้า) ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการรับทำ SEO และ AI Search ที่ได้ติดตามพฤติกรรมผู้ใช้งานมาอย่างต่อเนื่องมองว่า ผู้ใช้งานไม่ได้เลิกใช้ Google เพียงแต่พฤติกรรม รูปแบบคำค้นหา และวัตถุประสงค์ในการใช้งานของพวกเขา มีความซับซ้อนและเฉพาะเจาะจงมากขึ้น ธุรกิจจึงต้องเข้าใจความเปลี่ยนแปลงนี้ และปรับกลยุทธ์การทำ SEO ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการค้นหาในยุค AI Search ด้วย
ข้อมูลจาก Similarweb ชี้ว่าผู้ใช้งาน ChatGPT 95% ยังคงใช้งาน Google อยู่
ข้อมูลจาก Similarweb พบตัวเลขที่น่าสนใจว่า ผู้ใช้งาน ChatGPT สูงถึง 95% ยังคงเข้าใช้งาน Google ควบคู่กันไป สะท้อนให้เห็นว่า แม้การใช้งาน AI จะเติบโตขึ้นอย่างมาก แต่ผู้คนไม่ได้ย้ายจาก Search Engine ไปสู่ AI Chatbot แบบสิ้นเชิง ตรงกันข้าม พวกเขากำลังใช้ทั้งสองช่องทางควบคู่กันไป โดยเลือกแพลตฟอร์มให้เหมาะกับลักษณะของข้อมูลและคำตอบที่ต้องการจริงๆ
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนกว่าการเปลี่ยนแพลตฟอร์มหาข้อมูล คือ ประเภทของคำค้นหาที่เปลี่ยนไป โดยผู้ใช้งานมักแบ่งรูปแบบการค้นหาตามวัตถุประสงค์มากขึ้น เช่น
- คำถามเชิงหาข้อมูลทั่วไป (Informational Queries) เช่น การขอคำอธิบาย เปรียบเทียบ หรือสรุปข้อมูล มีแนวโน้มที่จะไปถาม AI Chatbot มากขึ้น เพราะได้คำตอบที่เรียบเรียงและสรุปมาให้ทันที
- การค้นหาข้อมูลที่มีเจตนาเฉพาะ ยังคงเกิดขึ้นบน Google เช่น การค้นหาสถานที่ผ่าน Google Maps, การตรวจสอบเวลาเปิด-ปิดของร้านค้าผ่าน Google Business Profile (GBP) หรือการหาสินค้ากลุ่มธุรกิจ E-Commerce
- การค้นหาชื่อแบรนด์ (Branded Search) ยังคงมีความสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อผู้ใช้งานมีแบรนด์หรือธุรกิจที่ต้องการค้นหาอยู่ในใจแล้ว
ดังนั้น Google ไม่ได้กำลังจะหายไป แต่เป็นการกระจายตัวของพฤติกรรมการค้นหาไปยังหลายช่องทาง โดยเฉพาะ Informational Queries ที่ AI สรุปคำตอบได้ทันที นักการตลาดจึงไม่ควรกังวลเพียงว่า Organic Traffic จาก Google จะลดลงหรือไม่ แต่ควรตั้งคำถามใหม่ว่า กลุ่มเป้าหมายของเรากำลังค้นหาข้อมูลผ่านช่องทางใดบ้าง และแบรนด์ของเราไปปรากฏอยู่ในช่องทางเหล่านั้นหรือยัง?
การใช้งาน AI ที่เติบโตขึ้น ไม่ได้แปลว่า Google เสียผู้ใช้ไป

ข้อมูลจาก Similarweb ข้างต้นยังพบอีกว่า การเติบโตของ AI ส่วนหนึ่งเกิดจากการแข่งขันกันเองในตลาด ไม่ใช่การดึงผู้ใช้ออกจาก Google โดยตรง เห็นได้จาก ChatGPT ที่มีสัดส่วนการใช้งานลดลงจาก 76% เหลือประมาณ 53% ขณะที่คู่แข่งอย่าง Gemini, Claude, Perplexity และ DeepSeek เติบโตและเข้ามาแบ่งส่วนแบ่งตลาด AI มากขึ้น สะท้อนว่าผู้ใช้งานกำลังทดลองและเลือกใช้ AI หลายแพลตฟอร์มตามความต้องการ ขณะเดียวกัน Google ยังคงมีบทบาทสำคัญ โดยเฉพาะการค้นหาข้อมูลเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง แหล่งข้อมูลต้นทาง และข้อมูลที่ต้องการความแม่นยำสูงโดยเฉพาะธุรกิจในกลุ่ม YMYL ทำให้ผู้ใช้งานจำนวนไม่น้อยยังใช้ Google เป็นแหล่งยืนยันข้อมูลหลังได้รับคำตอบจาก AI
ดังนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่ AI จะมาแทนที่ Google แต่เป็นการที่ผู้บริโภคเริ่มใช้หลายแพลตฟอร์มร่วมกันมากขึ้น และนี่คือสิ่งที่นักการตลาดต้องปรับตัวให้ทันครับ
5 กลยุทธ์สำคัญ ปรับเว็บไซต์ให้ติดทั้งบน Google และ AI Search
ปัจจุบันหน้าแสดงผลการค้นหาหรือ SERP ได้เข้าสู่ยุค Zero-Click Search ด้วยการดึงคำตอบขึ้นมาแสดงบน AI Overviews ซึ่งกินพื้นที่หน้าแรกของ Google ไปเกือบครึ่ง ส่งผลให้อัตราการคลิกเข้าสู่เว็บไซต์ (CTR) ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ดังนั้น ธุรกิจจึงจำเป็นต้องปรับปรุงกลยุทธ์ SEO เพื่อสร้างตัวตนทั้งบน Google และ AI Search ผ่าน 5 กลยุทธ์สำคัญดังนี้
1. วิเคราะห์ Search Intent ของกลุ่มเป้าหมาย
การวิเคราะห์ Search Intent เป็นการทำความเข้าใจว่า ผู้ใช้งานต้องการคำตอบอะไร? และการเขียนคอนเทนต์ที่มีประสิทธิภาพนั้น เป็นการตอบคำถามของผู้ใช้งานได้อย่างตรงประเด็น พร้อมจัดโครงสร้างข้อมูลให้ทั้ง Google, AI Search และผู้ใช้งานอ่านเข้าใจง่ายด้วย โดยแนวทางสำคัญที่ควรปรับใช้ คือ
- ตอบให้ตรงประเด็นทันที: เริ่มต้นด้วยคำตอบที่ชัดเจนและตรงประเด็นในช่วงต้นของเนื้อหา เพื่อช่วยให้ผู้ใช้งานเข้าใจประเด็นสำคัญได้ทันที และเพิ่มโอกาสให้เนื้อหาถูกนำไปใช้ประกอบการสรุปหรือแสดงผลใน AI Search
- อธิบายรายละเอียดเพิ่มเติม: หลังจากให้คำตอบเบื้องต้นแล้ว ค่อยขยายรายละเอียดในส่วนถัดไป โดยใช้โครงสร้าง H2 และ H3 เพื่ออธิบายข้อมูลให้ครบถ้วนตามลำดับความสำคัญ รองรับทั้งผู้ใช้งานที่ต้องการคำตอบแบบรวดเร็ว และผู้ที่ต้องการศึกษาข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติม
แนวคิดสำคัญคือ ตอบคำถามให้เร็ว แล้วค่อยอธิบายให้ลึก เพราะผู้ใช้งานในปัจจุบันต้องการข้อมูลที่ตรงกับ Search Intent จริงๆ และต้องได้คำตอบที่ต้องการทันทีด้วย
2. ยกระดับความน่าเชื่อถือด้วย E-E-A-T
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข้อมูล เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้คอนเทนต์มีโอกาสติด Google และ AI Search ดังนั้น คอนเทนต์ที่ดีจึงต้องแสดงให้เห็นด้วยว่า ใครเป็นผู้ให้ข้อมูล มีความเชี่ยวชาญมากน้อยเพียงใด และข้อมูลนั้นมีหลักฐานรองรับหรือไม่ ซึ่งเป็นแนวคิดสำคัญของ E-E-A-T (Experience, Expertise, Authoritativeness และ Trustworthiness) โดยแนวทางสำคัญที่ควรปรับใช้ คือ
- Experience & Expertise: แสดงให้เห็นถึงประสบการณ์และความเชี่ยวชาญของผู้เขียนอย่างชัดเจน เช่น ระบุชื่อและประวัติผู้เขียนที่มีตัวตนจริง นำเสนอ Insight จากประสบการณ์ทำงาน หรือเพิ่มข้อมูลเชิงลึกเฉพาะทางที่สะท้อนความรู้และประสบการณ์จริง
- Authoritativeness & Trustworthiness: เพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับเนื้อหาด้วยการอ้างอิงข้อมูลจากแหล่งที่มีคุณภาพ เช่น สถาบัน งานวิจัย หรือผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมนั้นๆ พร้อมตรวจสอบและอัปเดตเนื้อหาอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ข้อมูลมีความถูกต้องและทันต่อสถานการณ์
3. สร้าง Backlink จากเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องและน่าเชื่อถือ
ในยุค AI Search การทำ Backlink ควรเน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ โดยเลือกเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับธุรกิจและมีความน่าเชื่อถือ เพราะการที่เว็บไซต์อื่นกล่าวถึงหรือใส่ลิงก์มายังเว็บไซต์เรา ช่วยให้ Google และ AI เห็นว่าแบรนด์มีความเกี่ยวข้องและน่าเชื่อถือในเรื่องนั้น โดยแนวทางสำคัญที่ควรปรับใช้ คือ
- เลือกเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ: พยายามสร้าง Backlink จากเว็บไซต์ที่พูดถึงเรื่องเดียวกันหรืออยู่ในอุตสาหกรรมใกล้เคียงกัน และควรให้ลิงก์อยู่ในเนื้อหาที่เกี่ยวข้องโดยตรง เพื่อช่วยให้ Search Engine เข้าใจว่าเว็บไซต์ของเรามีความเชี่ยวชาญในหัวข้อนั้น
- เลือกเว็บไซต์ที่มีความน่าเชื่อถือ: ให้ความสำคัญกับเว็บไซต์ที่มีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับในอุตสาหกรรม เพราะการได้รับลิงก์หรือถูกกล่าวถึงจากแหล่งเหล่านี้ ช่วยเสริมความน่าเชื่อถือและ Authority ให้กับแบรนด์ในระยะยาว
คุณธีรวัชร เกียรติธีราภิวัฒน์ - AI SEO Specialist ของ ANGA (แองก้า) ได้แชร์ว่า
“การทำ Backlink สำหรับ SEO และ AI Search ทุกวันนี้ ไม่ควรวัดความสำเร็จจากจำนวนลิงก์ เพราะไม่ใช่ทุก Backlink จะสร้างคุณค่าได้เท่ากัน ลิงก์หรือ Mention เพียงไม่กี่ครั้งจากเว็บไซต์ที่มีความน่าเชื่อถือและมีความเกี่ยวข้องกับหัวข้อนั้น อาจมีคุณค่ามากกว่าลิงก์จำนวนมากจากเว็บไซต์ที่ไม่เกี่ยวข้อง เป้าหมายระยะยาวจึงควรเป็นการสร้าง Digital Authority ให้แบรนด์ได้รับการอ้างอิงในบริบทที่ถูกต้องและเหมาะสม จนกลายเป็นแหล่งข้อมูลที่ทั้ง Google และ AI เลือกนำไปอ้างอิงก่อนคู่แข่งครับ”
4. จัดโครงสร้างข้อมูลด้วย Schema Markup
การทำเว็บไซต์ให้ติดทั้ง Google และ AI Search ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเนื้อหาดีเพียงอย่างเดียว แต่ระบบต้อง เข้าใจด้วยว่า เนื้อหาบนเว็บไซต์คืออะไรและเกี่ยวข้องกับเรื่องใด Schema Markup และ Structured Data ช่วยจัดระเบียบและระบุประเภทของข้อมูลให้ Search Engine และ AI เข้าใจเนื้อหาได้ง่ายขึ้น โดยแนวทางสำคัญที่ควรปรับใช้ คือ
- เลือก Schema ให้เหมาะกับเนื้อหา เช่น Article, FAQ, Product หรือ Organization เพื่อบอกระบบว่าข้อมูลแต่ละส่วนคืออะไร
- จัดโครงสร้างหน้าเว็บให้ชัดเจน ด้วยการใช้ H1, H2, H3, List และ HTML Tags อย่างเป็นลำดับ เพื่อให้ระบบอ่านและประมวลผลข้อมูลได้ง่ายที่สุด
แนวคิดสำคัญของกลยุทธ์นี้คือ อย่าปล่อยให้ระบบต้องเดาความหมายข้อมูลบนเว็บไซต์เอง ยิ่งข้อมูลมีโครงสร้างที่ชัดเจน ระบบก็ยิ่งเข้าใจบริบท ความสัมพันธ์ และประเภทของเนื้อหาได้ง่ายขึ้น
5. การทำ Digital PR เพื่อสร้าง Brand Mention
การสร้างการรับรู้แบรนด์ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะบนเว็บไซต์ของตัวเอง แต่ธุรกิจควรทำ Digital PR หรือการเผยแพร่ข่าวสารและสร้างการพูดถึงแบรนด์ผ่านสื่อและเว็บไซต์ภายนอก เพื่อให้แบรนด์ปรากฏในแหล่งข้อมูลที่หลากหลายและน่าเชื่อถือ การถูกกล่าวถึงบนเว็บไซต์ข่าว สื่อเฉพาะทาง หรือแพลตฟอร์มที่เกี่ยวข้อง ช่วยสร้างความเชื่อมโยงและความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์ รวมถึงช่วยให้ระบบเข้าใจตัวตนและความเชี่ยวชาญของธุรกิจ หรือที่เรียกว่า Brand Entity โดยแนวทางสำคัญที่ควรปรับใช้ ได้แก่
- สร้าง Brand Mention ด้วยการทำให้ชื่อแบรนด์ สินค้า หรือบริการถูกกล่าวถึงบนเว็บไซต์ข่าว สื่อเฉพาะอุตสาหกรรม และเว็บไซต์ที่น่าเชื่อถือ แม้จะไม่มี Backlink กลับมายังเว็บไซต์ก็ตาม เพราะการถูกกล่าวถึงในบริบทที่เกี่ยวข้อง ช่วยเพิ่มการรับรู้และความน่าเชื่อถือของแบรนด์ได้เช่นกัน
- สร้าง Thought Leadership ด้วยการผลิตข้อมูลที่มีคุณค่า เช่น ผลสำรวจ สถิติ Insight จากธุรกิจ หรือความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญ แล้วนำเสนอให้สื่อหรือเว็บไซต์ในอุตสาหกรรมนำไปเผยแพร่ เพื่อสร้างภาพจำว่าแบรนด์เป็นแหล่งข้อมูลที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องนั้น
เมื่อผู้บริโภคใช้ทั้ง Google และ AI ค้นหาข้อมูลตามวัตถุประสงค์ที่ต่างกัน
สรุปแล้ว จากพฤติกรรมการค้นหาในปัจจุบัน ไม่ได้หมายความว่าผู้ใช้งานจะเลิกใช้ Google แต่กำลังเลือกใช้ทั้ง Google และ AI Search ตามวัตถุประสงค์ของการค้นหา Google ยังคงมีบทบาทสำคัญในการค้นหาเว็บไซต์ แบรนด์ สถานที่ และข้อมูลที่ต้องการตรวจสอบ ขณะที่ AI Search เข้ามาช่วยตอบคำถาม วิเคราะห์ และสรุปข้อมูลได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
สำหรับนักการตลาดและเจ้าของธุรกิจ สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่เแค่การเพิ่ม Traffic หรือรอให้ผู้ใช้งานคลิกเข้าเว็บไซต์ แต่คือการสร้าง Brand Visibility และ Digital Authority ให้แข็งแรง เพื่อให้แบรนด์ปรากฏอยู่ในทั้งหน้าผลการค้นหาของ Google และคำตอบจาก AI เพราะเมื่อพฤติกรรมการค้นหาเปลี่ยน กลยุทธ์ SEO ก็ต้องเปลี่ยนตามครับ







