เจ้าของธุรกิจและนักการตลาดจำนวนมากมีเป้าหมายเดียวกันคือ การดึงลูกค้าจากคู่แข่งมาเป็นลูกค้าของตัวเอง แต่กลับต้องเผชิญกับต้นทุนค่าโฆษณาที่สูงจนผลตอบแทนอาจไม่คุ้มค่ากับการลงทุน สำหรับนักการตลาดมือใหม่หรือธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ที่มีงบประมาณจำกัด การทุ่มเงินแข่งขันกับแบรนด์ใหญ่ในการยิงแอด Google จึงไม่ใช่กลยุทธ์ที่ดีที่สุดเสมอไป บทความนี้เราจะมาชวนเปลี่ยนมุมมองจากการไล่ตามคู่แข่งไปสู่การใช้กลยุทธ์ที่ชาญฉลาดและมีประสิทธิภาพมากกว่า เพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าของคู่แข่งในจังหวะที่เหมาะสม พร้อมลดต้นทุนการทำการตลาดได้อย่างน่าสนใจ

ทำไมการซื้อ Keyword ชื่อคู่แข่งตรงๆ อาจไม่เหมาะกับทุกธุรกิจ?

การซื้อคีย์เวิร์ด (Keyword) เป็นชื่อแบรนด์ของคู่แข่งโดยตรง หรือที่เรียกกันว่า Competitor Bidding นั้น ยังคงเป็นแนวทางที่ใช้ได้ผลสำหรับธุรกิจที่มีงบประมาณในการสร้าง Brand Awareness แต่จากประสบการณ์บริหารจัดการแคมเปญ Google Ads ผมพบว่า กลยุทธ์นี้อาจไม่ตอบโจทย์ธุรกิจที่ต้องการความคุ้มค่าในการลงทุนหรือ ROI ที่สูง หรือกลุ่มธุรกิจที่จำเป็นต้องควบคุมต้นทุนอย่างเข้มงวดด้วย 2 เหตุผลหลักดังนี้

1. ค่าคลิกหรือ CPC สูงกว่าปกติ

พฤติกรรมการประมูลโฆษณาของ Google ให้ความสำคัญกับ Search Intent หรือเจตนาในการค้นหาของผู้ใช้เป็นหลัก เมื่อผู้บริโภคค้นหาชื่อแบรนด์คู่แข่ง พวกเขามักมี Navigational Intent คือ ต้องการเข้าเว็บไซต์ของแบรนด์นั้นโดยตรง ไม่ได้กำลังมองหาทางเลือกอื่น ทำให้โฆษณาของเราไม่สอดคล้องกับความต้องการของผู้ค้นหา ส่งผลให้อัตราการคลิก (CTR) ต่ำ และระบบประเมินว่าโฆษณามีความเกี่ยวข้องน้อย (Low Quality Score) เมื่อคะแนนคุณภาพลดลง Google จะเรียกเก็บค่าโฆษณาต่อคลิก (CPC) สูงขึ้น เพื่อให้โฆษณายังคงแข่งขันในระบบประมูลได้ 

2. Conversion Rate ต่ำ

นอกจากจะต้องใช้งบประมาณมากขึ้นแล้ว กลับได้ผู้เข้าชมที่มีโอกาสเปลี่ยนเป็นลูกค้าได้น้อย ลองมองในแง่ของพฤติกรรมผู้บริโภค คนที่พิมพ์ชื่อแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่งลงบน Google มักเป็นผู้ที่มีความต้องการซื้อและมีใจให้กับแบรนด์นั้นๆ ไปแล้วกว่า 90% พวกเขาเพียงใช้ Google เป็นทางผ่านเพื่อเข้าสู่เว็บไซต์หลักในการทำธุรกรรมเท่านั้น โฆษณาของเราที่แทรกขึ้นมาจึงมักถูกมองข้ามเนื่องจากอยู่ผิด Funnel หรือต่อให้มีการคลิกเข้ามาก็มีโอกาสน้อยมากที่จะเปลี่ยนใจมาซื้อสินค้าของเรา ส่งผลให้ Conversion Rate ต่ำมากเมื่อเทียบกับงบประมาณที่เสียไป

กลยุทธ์ยิงแอด Google เพื่อดึงลูกค้ามาจากคู่แข่งที่ใช้ได้ผล

1. ใช้ Demand Gen สร้างความต้องการซื้อแบบเนียนๆ

กลยุทธ์ Demand Gen ดึงลูกค้าจากคู่แข่ง

แคมเปญ Demand Gen ช่วยให้แบรนด์เข้าถึงลูกค้าที่มีแนวโน้มสนใจสินค้าหรือบริการผ่านแพลตฟอร์มยอดนิยมของ Google เช่น YouTube, YouTube Shorts, Discover และ Gmail ด้วยโฆษณาที่เน้นภาพและวิดีโอสะดุดตา เพื่อสร้างความสนใจและกระตุ้นให้เกิดการตัดสินใจในช่วงเวลาที่เหมาะสม งานวิจัยของ Google ยังพบว่า 86% ของผู้ที่ค้นพบสินค้าใหม่บน YouTube หรือ Google ดำเนินการบางอย่างกับแบรนด์ต่อ จึงเป็นแคมเปญที่เหมาะสำหรับสร้างการรับรู้ และเพิ่มโอกาสในการเปลี่ยนผู้ชมให้เป็นลูกค้าได้

เราจึงใช้ Demand Gen เป็นกลยุทธ์เพื่อให้โฆษณาไปแสดงต่อผู้ใช้งานที่เคยเข้าชมเว็บไซต์ของคู่แข่ง โดยอาศัยการกำหนดกลุ่มเป้าหมาย (Audience Targeting) แทนการประมูลคีย์เวิร์ดชื่อแบรนด์คู่แข่งโดยตรง วิธีนี้ช่วยให้แบรนด์เราเข้าไปอยู่ในสายตาของกลุ่มลูกค้าที่มีความสนใจในสินค้าหรือบริการประเภทเดียวกัน โดยไม่ต้องเสียค่าโฆษณาสูงจากการซื้อชื่อแบรนด์คู่แข่งเพียงอย่างเดียว อีกทั้งยังมีโอกาสสร้างการรับรู้และดึงดูดลูกค้าให้กลับมาพิจารณาแบรนด์ของเราเพิ่มเติมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

วิธีตั้งค่าแคมเปญ Demand Gen เพื่อเข้าถึงผู้ที่เคยเข้าชมเว็บไซต์คู่แข่ง

  1. เข้าไปที่ Audience (กลุ่มเป้าหมาย) ในขั้นตอนการสร้างแคมเปญ Demand Gen
  2. คลิก Custom Segments (กลุ่มเป้าหมายที่สร้างเอง) จากนั้นกด + New Segment เพื่อสร้างกลุ่มเป้าหมายใหม่
  3. ตั้งชื่อ Segment Name ให้เข้าใจง่าย เช่น Competitor Website Visitors หรือ เว็บไซต์คู่แข่ง
  4. ในส่วนการกำหนดกลุ่มเป้าหมายให้เลือก People who browse types of websites (ผู้ที่เรียกดูเว็บไซต์ประเภทนี้)
  5. นำ URL ของเว็บไซต์คู่แข่งที่ต้องการใส่ลงไปในช่องนี้ สามารถเพิ่มได้หลายเว็บไซต์ เพื่อให้ Google เรียนรู้ว่าคุณต้องการเข้าถึงผู้ใช้งานที่มีความสนใจในธุรกิจหรือสินค้าประเภทเดียวกัน

เมื่อบันทึก Segment แล้ว ให้นำกลุ่มเป้าหมายนี้ไปใช้กับแคมเปญ Demand Gen ที่สร้างไว้ ซึ่งการใส่ URL เว็บไซต์คู่แข่งไม่ได้หมายความว่า Google จะส่งโฆษณาไปยังรายชื่อผู้เข้าชมเว็บไซต์ของคู่แข่งโดยตรง แต่ระบบจะใช้ AI และข้อมูลพฤติกรรมของผู้ใช้งานเพื่อค้นหากลุ่มคนที่มีความสนใจหรือพฤติกรรมใกล้เคียงกับผู้ที่เข้าเว็บไซต์เหล่านั้น ทำให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่เกี่ยวข้องได้ โดยไม่ต้องซื้อคีย์เวิร์ดชื่อแบรนด์ของคู่แข่งโดยตรง

ทำไมการใช้โฆษณาประเภท Demand Gen ถึงดีกว่า?

ข้อได้เปรียบที่ชัดเจนคือ เราไม่ได้นำโฆษณาเข้าไปแข่งขันประมูลราคาบนหน้า Google ที่มีค่าใช้จ่ายสูงและผลลัพธ์ที่ได้ไม่คุ้มค่า แต่เราเลือกที่จะดักทางพฤติกรรมของผู้บริโภคแทน ระบบของ Google จะบันทึกไว้ว่าผู้ใช้คนใดเคยค้นหาชื่อคู่แข่ง จากนั้นเมื่อผู้ใช้คนดังกล่าวเปิดดู YouTube หรือเช็กอีเมลใน Gmail โฆษณาภาพหรือวิดีโอของเราก็จะแสดงผลขึ้นมาดึงความสนใจทันที 

ค่าคลิก (CPC) ของแคมเปญ Demand Gen จึงต่ำกว่า Search Campaign อย่างมีนัยสำคัญ ทำให้แบรนด์สร้างการรับรู้ในกลุ่มเป้าหมายเดียวกันได้ด้วยงบประมาณที่คุ้มค่ากว่า

เทคนิคการทำ Landing Page สำหรับกลยุทธ์นี้

หัวใจสำคัญเมื่อผู้บริโภคคลิกผ่านโฆษณา Demand Gen เข้ามาคือ หน้าเว็บไซต์ปลายทางหรือ Landing Page ต้องตอบคำถามได้ทันทีว่า ธุรกิจของเรามีข้อดีหรือจุดเด่นที่แตกต่างจากคู่แข่งอย่างไร? โดยมีหลักการทำดังนี้

  • เน้นนำเสนอ Unique Selling Point (USP) หรือจุดขายที่เหนือกว่า เช่น การรับประกันที่ยาวนานกว่า หรือนวัตกรรมที่ดีกว่า โดยหลีกเลี่ยงการโจมตีหรือพาดพิงคู่แข่งโดยตรง
  • แสดงหลักฐานความน่าเชื่อถือ เช่น รีวิวจากผู้ใช้จริง ใบรับรองมาตรฐาน หรือผลงานความสำเร็จ (Social Proof)
  • ออกแบบปุ่ม Call-to-Action (CTA) ที่เด่นชัดและเข้าใจง่าย เช่น ลงทะเบียนรับสิทธิพิเศษ หรือติดต่อปรึกษาผู้เชี่ยวชาญฟรี

2. ใช้ Search Campaign เจาะลูกค้าที่กำลังเปรียบเทียบ

การใช้ Search Campaign ควบคู่กับการเลือกกลุ่มเป้าหมายที่กำลังอยู่ในช่วงเปรียบเทียบข้อมูลก่อนตัดสินใจ มักค้นหาด้วย Long-tail Keywords ที่สะท้อนความตั้งใจซื้อได้ชัดเจนกว่า เช่น สินเชื่อธนาคารไหนดอกเบี้ยถูกที่สุด, แบรนด์ A กับแบรนด์ B อันไหนดีกว่า ผู้ค้นหาด้วยคีย์เวิร์ดลักษณะนี้มักเปิดรับข้อมูลจากหลายแบรนด์ และมีโอกาสเปลี่ยนใจได้ง่ายกว่าผู้ที่ค้นหาชื่อแบรนด์โดยตรง ทำให้การแข่งขันต่ำกว่า ค่าโฆษณามักคุ้มค่ากว่า และมีโอกาสสร้าง Conversion ได้สูงกว่า

เทคนิคการทำ Landing Page สำหรับกลยุทธ์นี้

Landing Page สำหรับกลยุทธ์นี้ ควรทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยตัดสินใจมากกว่าขายตรง เพราะผู้เข้าชมกำลังมองหาข้อมูลที่ชัดเจน น่าเชื่อถือ และเปรียบเทียบได้ง่าย หากตอบคำถามที่พวกเขาสงสัยได้ครบถ้วน ก็จะช่วยเพิ่มโอกาสเปลี่ยนเป็นลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีหลักการทำดังนี้

  • เปรียบเทียบข้อมูลอย่างชัดเจนด้วยตารางเปรียบเทียบฟีเจอร์ ราคา หรือจุดเด่น พร้อมไฮไลต์ข้อได้เปรียบของแบรนด์เรา
  • ข้อเสนอให้เปลี่ยนใจ เช่น โปรโมชันสำหรับลูกค้าใหม่ ส่วนลด หรือสิทธิพิเศษเมื่อย้ายมาใช้บริการ
  • เพิ่มความน่าเชื่อถือด้วยรีวิวจากลูกค้า คะแนนความพึงพอใจ หรือ Case Study ที่ชัดเจน
  • ใช้เครื่องมือช่วยตัดสินใจ เช่น โปรแกรมคำนวณราคา แบบประเมิน หรือแบบฟอร์มรับคำปรึกษาฟรี
  • ใช้ CTA ที่ไม่กดดัน เช่น ขอใบเสนอราคา, รับคำปรึกษาฟรี หรือทดลองใช้งาน แทนการเร่งให้ซื้อทันที

ไม่ต้องซื้อชื่อแบรนด์คู่แข่ง ก็ดึงลูกค้าผ่าน Google Ads ได้

การยิงแอดและดึงลูกค้าจากคู่แข่งให้ได้ผล สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ Timing หรือการเข้าถึงลูกค้าในช่วงเวลาที่เหมาะสม เพราะเมื่อผู้บริโภคค้นหาชื่อแบรนด์คู่แข่งโดยตรง แสดงว่าพวกเขาตัดสินใจเลือกแบรนด์นั้นไปแล้วกว่า 90% การซื้อ Keyword ชื่อคู่แข่งจึงช่วยสร้างการรับรู้ (Awareness) มากกว่าการสร้างยอดขาย และอาจไม่เหมาะกับทุกอุตสาหกรรม ด้วยเหตุนี้ หลายองค์กรจึงเลือกใช้บริการรับทำ Google Ads จากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อวิเคราะห์ว่าควรใช้กลยุทธ์ใดให้เหมาะกับเป้าหมายและงบประมาณ ไม่ว่าจะเป็น Demand Gen, Search Campaign หรือการกำหนดกลุ่มเป้าหมายเชิงลึก เพื่อใช้ค่ายิงแอดได้อย่างคุ้มค่า เข้าถึงลูกค้าตั้งแต่ช่วงที่กำลังเปรียบเทียบทางเลือก และเพิ่มโอกาสเปลี่ยน Leads ให้เป็นลูกค้าได้จริง