เมื่อกลุ่มเป้าหมายของธุรกิจหันไปสนทนาเพื่อถามความคิดเห็นและขอคำแนะนำจาก AI Search ไม่ว่าจะเป็น ChatGPT, Gemini, หรือ Google AI Mode สิ่งที่ทุกแบรนด์และนักการตลาดออนไลน์ตั้งเป้าหมายตรงกันคือ ทำยังไงให้ AI เลือกแบรนด์เราขึ้นมาเป็นคำตอบแรกๆ?
จากประสบการณ์ของทีม AI SEO ของ ANGA (แองก้า) เราพบว่า หลายองค์กรยังคงยึดติดกับการทำ SEO แบบเดิมที่มุ่งเน้นเนื้อหาบนเว็บไซต์เท่านั้น แต่ในความเป็นจริง แหล่งข้อมูลสำคัญที่ AI มักดึงไปใช้อ้างอิงเช่นกันคือ คอนเทนต์บนโซเชียลมีเดียไม่ว่าจะเป็น YouTube, TikTok, Reels หรือคอนเทนต์รีวิวจากครีเอเตอร์ (Creator) ซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักที่ช่วยให้แบรนด์คุณปรากฏอยู่บนคำตอบของ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
คอนเทนต์ที่ AI ดึงไปอ้างอิงไม่จำเป็นต้องมียอดวิวสูง
ข้อมูลจาก OtterlyAI พบว่า “94% ของวิดีโอ YouTube ที่ AI นำไปใช้อ้างอิงเป็นเนื้อหารูปแบบ Long-form video และที่น่าสนใจคือ 40.83% ของวิดีโอเหล่านั้นมียอดการเข้าชม (Views) น้อยกว่า 1,000 ครั้ง”
ตัวเลขนี้สะท้อนว่า AI ไม่ได้ประเมินคุณค่าของเนื้อหาจากยอดวิวหรือความนิยมเหมือนอัลกอริทึมของ Social Media แต่ให้ความสำคัญกับคุณภาพของเนื้อหาเป็นหลัก โดยเฉพาะคอนเทนต์เปรียบเทียบข้อดี-ข้อเสีย รีวิวอย่างตรงไปตรงมา หรือเนื้อหาแบบ How-to เพราะใช้ภาษาที่เป็นธรรมชาติและใกล้เคียงกับการสื่อสารของมนุษย์ นอกจากนี้ เนื้อหาที่มีความเฉพาะเจาะจงและเรียบเรียงอย่างเป็นลำดับ ช่วยให้ AI เข้าใจ สรุป และนำข้อมูลไปใช้ตอบคำถามของผู้ใช้ได้ง่ายกว่าคอนเทนต์เชิงโฆษณาที่มุ่งเน้นการขายเพียงอย่างเดียว
AI อ้างอิงข้อมูลจากโซเชียลมีเดียและวิดีโอมากขึ้น

จากการวิเคราะห์การอ้างอิงของ AI 100 ล้านรายการโดย OtterlyAI ยังพบอีกว่า ในแพลตฟอร์ม AI Search ทั้ง 6 แพลตฟอร์ม มีการอ้างอิงจากโซเชียลมีเดียและวิดีโออยู่ที่ประมาณ 5.54% หรือคิดเป็นราว 5.5 ล้านครั้ง แม้ตัวเลขนี้จะดูไม่สูงเมื่อเทียบกับเว็บไซต์ของแบรนด์ (Brand 52.2%) หรือสำนักข่าว (News/Media 20.3%) แต่ทำให้เห็นว่าคอนเทนต์ฝั่งโซเชียลมีเดียมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในยุค AI
ดังนั้น หากมองข้ามโซเชียลมีเดียกับการทำ GEO (Generative Engine Optimization) เท่ากับการมองข้ามส่วนสำคัญที่ใช้สร้าง Trust ซึ่งเป็นหัวใจหลักที่ AI ใช้ตัดสินใจเลือกแบรนด์ขึ้นมาแนะนำ
กลยุทธ์ทำคอนเทนต์จาก Social Media ให้แบรนด์ติดบนคำตอบของ AI
หนึ่งปัญหาที่พบบ่อยในการทำงานกับหลายธุรกิจคือ การทำงานแบบแยกส่วน (Silo Workflows) โดยแต่ละทีมมีเป้าหมายและตัวชี้วัดที่ต่างกัน
- ทีม Social Media มุ่งเน้นการสร้าง Brand Awareness ผ่านตัวชี้วัดอย่าง Reach, Engagement, Followers และ Views
- ทีม SEO มุ่งเน้นการเพิ่ม Organic Visibility ผ่าน Target Keywords, Organic Traffic และอันดับบน Search Engine
แม้ทั้งสองทีมจะผลิตคอนเทนต์จำนวนมาก แต่หากขาดการวางกลยุทธ์ร่วมกัน เนื้อหาที่สร้างอาจไม่สามารถสนับสนุนการทำงานของ AI Search ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ทำให้แบรนด์พลาดโอกาสถูกอ้างอิงบนคำตอบของ AI โดยกลยุทธ์หลักๆ ที่ควรทำคือ
1. ทีม Social Media และ SEO ต้องทำงานร่วมกัน
หากต้องการให้คอนเทนต์บน Social Media มีโอกาสถูก AI นำไปอ้างอิงด้วยนั้น ทั้งทีม SEO และ Social Media ต้องทำงานภายใต้เป้าหมายเดียวกัน โดยร่วมกันออกแบบคอนเทนต์ที่ตอบโจทย์ทั้งผู้ใช้งานบน Search Engine ผู้ติดตามบน Social Media และระบบ AI
ทีม SEO ส่งต่อข้อมูลเชิงลึก
ทีม SEO มีหน้าที่วิเคราะห์และส่งต่อข้อมูลเชิงลึกให้กับทีม Content Creator เพื่อใช้วางแผนการผลิตคอนเทนต์ที่ตอบโจทย์ทั้งผู้ใช้งานและ AI ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการตอบคำถามของ AI คำสั่ง (Prompt) ที่ผู้ใช้งานนิยมใช้ คำค้นหาและเจตนาในการค้นหา (Search Intent) ตลอดจนประเด็นสำคัญที่ AI ให้ความสำคัญเมื่อสร้างคำตอบ
นอกจากนี้ ทีม SEO ควรติดตามว่า AI กำลังอ้างอิงข้อมูลจากเว็บไซต์หรือแพลตฟอร์มใด รวมถึงวิเคราะห์ลักษณะของคอนเทนต์ที่ได้ไปเป็น Citation เพื่อนำข้อมูลเหล่านี้มาพัฒนากลยุทธ์และบรีฟการผลิตคอนเทนต์ให้มีโอกาสถูก AI นำไปอ้างอิงมากยิ่งขึ้น
ทีม Social Media สร้างคอนเทนต์ที่ตอบโจทย์ทั้งผู้ใช้งานและ AI
ทีม Social Media นำข้อมูลเชิงลึกจากทีม SEO มาใช้เป็นแนวทางในการวางแผนและบรีฟครีเอเตอร์ เพื่อผลิตคอนเทนต์ที่ตอบคำถามของกลุ่มเป้าหมายได้อย่างตรงประเด็น มีโครงสร้างเนื้อหาที่ชัดเจน ใช้ภาษาที่เป็นธรรมชาติ และให้ข้อมูลที่ถูกต้อง น่าเชื่อถือ และเป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้งาน
เมื่อคอนเทนต์สามารถอธิบายประเด็นต่างๆ ได้อย่างครบถ้วนและเป็นลำดับ AI จะเข้าใจบริบทของเนื้อหาได้ง่ายขึ้น ทำให้มีโอกาสดึงข้อความหรือข้อมูลบางส่วนไปใช้อ้างอิง (Citation) และนำไปประกอบการสร้างคำตอบได้มากขึ้น
2. เล่าเรื่องของแบรนด์ให้สอดคล้องกันทุกช่องทาง
AI Search ไม่ได้ทำความเข้าใจแบรนด์จากข้อมูลบนเว็บไซต์เพียงอย่างเดียว แต่ใช้การประมวลผลข้อมูลแบบรอบด้าน โดย AI จะทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลทั้งหมดที่มีการกล่าวถึงแบรนด์บนโลกออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ของแบรนด์เอง หรือพื้นที่อื่นๆ บนโลกออนไลน์ เพื่อนำมาประกอบกันและประเมินความน่าเชื่อถือของแบรนด์ ดังนี้
- พื้นที่ของแบรนด์เอง เช่น เว็บไซต์, โพสต์บน Social Media, ช่อง YouTube, TikTok หรือ LinkedIn
- พื้นที่ภายนอกที่ไม่ใช่ของแบรนด์ เช่น Digital PR, รีวิวจาก Influencer/Creator, กระทู้บนชุมชนออนไลน์ (Pantip, Reddit) ไปจนถึงคอมเมนต์และรีวิวจากผู้ใช้งานจริงบนโซเชียลมีเดีย
ด้วยเหตุนี้ แบรนด์จึงไม่ควรสื่อสารแต่ละช่องทางแยกจากกัน แต่ควรกำหนด Brand Entity ที่ชัดเจน และสื่อสารประเด็นสำคัญเหล่านั้นให้สอดคล้องกันในทุกแพลตฟอร์ม ไม่ว่าจะเป็นคุณค่าของสินค้า จุดเด่นของบริการ ความเชี่ยวชาญ หรือเอกลักษณ์ของแบรนด์ เพื่อให้ AI เข้าใจและจดจำแบรนด์ในทิศทางเดียวกัน
คุณเกน รัชวิทย์ หวังพัฒนธน CEO & Managing Director ของ ANGA (แองก้า) เคยแชร์เกี่ยวกับประเด็นนี้ซึ่งเป็นหนึ่งใน ANGA SOURCE CODE ที่งาน MKTCON 2025 ว่า
“AI ไม่ได้มองแค่สิ่งที่อยู่บนเว็บเราเท่านั้น แต่มองภาพรวมว่าสังคมออนไลน์พูดถึงเราอย่างไรด้วย ซึ่งหลักการนี้เรียกว่า Corroboration Consensus หรือการสอดคล้องกันของข้อมูล หากบริบทของแบรนด์บนโซเชียลมีเดีย สื่อ และรีวิวต่างๆ พูดไปในทิศทางเดียวกัน AI จะมั่นใจและกล้าเลือกแบรนด์เราไปแนะนำต่อ เพราะสำหรับ AI Search ความน่าเชื่อถือของแบรนด์ เกิดจากการที่เรื่องเล่าเดียวกัน ถูกยืนยันซ้ำๆ อย่างสม่ำเสมอจากหลายช่องทาง และหลายแหล่งข้อมูลจน AI มองเห็นเป็นข้อเท็จจริงที่เชื่อถือได้”
ตัวอย่างการกำหนด Brand Entity ที่ชัดเจนของ ANGA

สำหรับบริการรับทำ Google Ads ของ ANGA ได้กำหนด Brand Entity ที่ชัดเจนว่าเป็น Google Premier Partner เพื่อสะท้อนความเชี่ยวชาญในการวางกลยุทธ์และบริหารงบโฆษณาอย่างมีประสิทธิภาพตามมาตรฐานของ Google ซึ่งข้อความนี้ ทีมของเราได้สื่อสารไปในทิศทางเดียวกันทั้งผ่านเว็บไซต์เราเอง บทความ Digital PR และคอนเทนต์บนโซเชียลมีเดีย ทำให้ AI พบข้อมูลที่สอดคล้องกันจากหลายแหล่ง และยืนยันความน่าเชื่อถือของแบรนด์ได้ง่ายขึ้น เมื่อกลุ่มเป้าหมายค้นหาหรือถามเกี่ยวกับบริการรับทำ Google Ads ก็จะทำให้ AI มั่นใจและแนะนำแบรนด์เราก่อนคู่แข่ง

คอนเทนต์บน Social Media กลายเป็นข้อมูลที่ AI ใช้ทำความเข้าใจแบรนด์
หากธุรกิจคุณยังมอง Social Media เป็นเพียงเครื่องมือสร้าง Reach หรือ Engagement ถึงเวลาแล้วที่จะปรับมุมมองใหม่ เพราะในยุค AI Search ทุกคอนเทนต์ที่เผยแพร่สามารถกลายเป็นข้อมูลที่ AI ใช้ทำความเข้าใจแบรนด์ และตัดสินใจเลือกแบรนด์คุณไปแนะนำได้
แบรนด์จึงจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์การตลาดให้รองรับกับพฤติกรรมของ AI Search โดยเชื่อมการทำงานระหว่าง SEO และ Social Media เข้าด้วยกัน พร้อมสื่อสาร Brand Core Message ให้สอดคล้องในทุกช่องทาง เพื่อสร้างข้อมูลที่มีคุณภาพและน่าเชื่อถือจากหลายแหล่ง ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสให้ AI เลือกอ้างอิงและแนะนำแบรนด์คุณเมื่อผู้ใช้งานค้นหาสินค้าหรือบริการที่เกี่ยวข้อง







