เมื่อเทคโนโลยีเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ตั้งแต่การทำงาน การทำธุรกรรมทางการเงิน หรือการติดต่อสื่อสาร หลายคนคงเคยได้อีเมลแปลกๆ SMS ชวนเล่นพนัน หรือข้อความพร้อมลิงก์ที่ส่งมาก่อกวนโดยไม่รู้ที่มา สิ่งเหล่านี้อาจดูเป็นข้อความขยะที่สร้างความรำคาญ แต่ในความเป็นจริง สแปม (Spam) อาจแฝงมาด้วยความเสี่ยงต่อข้อมูลส่วนบุคคลและทรัพย์สิน โดยมิจฉาชีพสามารถใช้เป็นช่องทางหลอกลวงหรือโจรกรรมข้อมูลได้ บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจว่าสแปมคืออะไร รวมถึงสแปม Facebook และสแปม Messenger ที่หลายคนมักเจอปัญหา พร้อมวิธีสังเกตและรับมืออย่างปลอดภัยครับ
สแปม (Spam) คืออะไร?
สแปม (Spam) คือ ข้อความ ข้อมูล หรือสื่ออิเล็กทรอนิกส์ที่ถูกส่งไปยังผู้รับจำนวนมาก โดยผู้รับไม่ได้ร้องขอหรือให้ความยินยอมในการรับข้อมูลนั้น การส่งสแปมมักเกิดขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ด้านการโฆษณา การขายสินค้าและบริการ หรือในบางกรณีอาจถูกใช้เป็นช่องทางหลอกลวงเพื่อขโมยข้อมูลส่วนบุคคลและทรัพย์สิน
แม้สแปมจะมีหลายรูปแบบ แต่ส่วนใหญ่มักมีลักษณะร่วมกัน คือ การส่งข้อมูลที่ผู้รับไม่ต้องการ การส่งข้อความซ้ำๆ หรือส่งในปริมาณมากจนสร้างความรำคาญ รวมถึงอาจแฝงลิงก์หรือข้อความที่นำไปสู่ความเสี่ยงด้านความปลอดภัย โดยรูปแบบของสแปมที่พบบ่อย มีดังนี้
- การส่งข้อมูลที่ไม่ได้รับการร้องขอ
ข้อความมักมาจากผู้ส่งที่ไม่รู้จัก และนำเสนอสินค้า บริการ หรือเนื้อหาที่ผู้รับไม่เคยสมัครหรือร้องขอมาก่อน - การส่งข้อความซ้ำๆ หรือในปริมาณมาก
สแปมอาจถูกส่งเข้ามาหลายครั้งในช่วงเวลาสั้นๆ จนรบกวนการใช้งานอีเมล โทรศัพท์ หรือช่องทางการสื่อสารอื่นๆ - สแปมผ่านอีเมล (Email Spam)
เป็นรูปแบบที่พบได้ทั่วไป เช่น อีเมลโฆษณา จดหมายข่าวที่ไม่ได้สมัคร หรืออีเมลหลอกลวงที่พยายามให้ผู้รับเปิดลิงก์และเปิดเผยข้อมูลส่วนตัว - สแปมบนโซเชียลมีเดีย (Social Media Spam)
อาจอยู่ในรูปแบบของการคอมเมนต์ลิงก์ก่อกวน การส่งข้อความจากบัญชีปลอม การแท็กผู้ใช้งานจำนวนมาก หรือการโพสต์เนื้อหาซ้ำๆ เพื่อดึงความสนใจ - สแปมผ่านข้อความ SMS (SMS Spam)
เป็นข้อความที่ส่งมายังโทรศัพท์มือถือโดยตรง เช่น ข้อเสนอเงินกู้ โฆษณาพนันออนไลน์ หรือข้อความแจ้งว่าผู้รับได้รับรางวัล - สแปมผ่านระบบแชท (Instant Messaging Spam)
เป็นการส่งข้อความอัตโนมัติผ่านแอปพลิเคชันแชท เช่น LINE หรือ Messenger ซึ่งอาจเป็นข้อความโฆษณา ลิงก์แปลกปลอม หรือข้อความหลอกลวง
ย้อนรอยที่มาจากเนื้อกระป๋องสู่คำเรียกขยะออนไลน์
คำว่า Spam มีจุดเริ่มต้นมาจากชื่อแบรนด์เนื้อหมูอัดกระป๋อง (SPAM) ของบริษัท Hormel Foods ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งคำนี้กลายมาเป็นศัพท์สแลงของข้อความขยะจากการแสดงรายการตลกซีรีส์ชื่อดังของอังกฤษ Monty Python ในปี ค.ศ. 1970 ที่มีฉากในร้านอาหารซึ่งตัวละครพูดคำว่า "Spam" ซ้ำๆ จนกลบเสียงบทสนทนาอื่นทั้งหมด แสดงถึงสิ่งที่ถูกยัดเยียดจนน่ารำคาญ
ต่อมาในปี ค.ศ. 1978 การสแปมบนโลกออนไลน์ครั้งแรกได้เกิดขึ้นบนเครือข่าย ARPANET โดยนักการตลาดจากบริษัทคอมพิวเตอร์แห่งหนึ่งได้ส่งอีเมลโฆษณาสินค้าไปยังผู้ใช้นับร้อยรายพร้อมกัน จากจุดเริ่มต้นของการโฆษณาขายสินค้าแบบหว่านพืชหวังผล ในปัจจุบันสแปมได้วิวัฒนาการไปสู่นวัตกรรมฝั่งมืด ที่แฮกเกอร์และผู้ไม่หวังดีใช้เป็นเครื่องมือหลักในการปล่อยมัลแวร์และขโมยข้อมูลสำคัญ
สแปมเกิดจากอะไร? สรุปสาเหตุหลักที่ทำให้สแปมแพร่อย่างรวดเร็ว

1. ต้นทุนต่ำ แต่ได้ผลตอบแทนสูง
อัตราการเปลี่ยนเป็นยอดขายหรือ Conversion Rate ของสแปม อาจต่ำกว่า 0.01% แต่ในมุมของมิจฉาชีพ การลงทุนส่งข้อความหาคนหลักล้านคน ถือว่าเป็นการใช้ทรัพยากรและงบประมาณที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับสื่ออื่น หากมีผู้ตกเป็นเหยื่อเพียงไม่กี่คน ผลตอบแทนที่ได้จากการหลอกลวงหรือขโมยข้อมูลก็คุ้มค่ากับเงินที่ลงทุนไป
2. การเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลที่ง่ายขึ้น
การระบาดของสแปมสอดคล้องกับปัญหาฐานข้อมูลหลุดในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีการนำรายชื่ออีเมลและเบอร์โทรศัพท์ของคนไทยมาซื้อขายกันในตลาดมืดอย่างเปิดเผย เมื่อกลุ่มผู้ส่งสแปมมีฐานข้อมูลเป้าหมายที่แม่นยำและเป็นปัจจุบัน ทำให้การจัดส่งข้อความขยะเข้าถึงตัวผู้ใช้งานได้โดยตรงและมีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด
3. เครื่องมืออัตโนมัติและ AI
เทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นกลายเป็นดาบสองคม กลุ่มผู้ส่งสแปมในปัจจุบันไม่ได้ใช้มนุษย์นั่งพิมพ์ข้อความอีกต่อไป แต่ใช้บอทและโปรแกรมอัตโนมัติในการรันสคริปต์เพื่อส่งข้อความ ประกอบกับการนำ AI generative มาช่วยสร้างข้อความให้อ่านดูเป็นธรรมชาติ แปลภาษาได้สละสลวยขึ้น ทำให้ข้อความสแปมหลบเลี่ยงระบบคัดกรองของแพลตฟอร์มต่างๆ ได้ง่ายกว่าในอดีต
4. พฤติกรรมของผู้ใช้งานเอง
ความเผลอเรอและความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของผู้ใช้งานเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ การตั้งรหัสผ่านที่เดาทางง่าย การใช้รหัสผ่านเดียวกับทุกระบบ หรือการเผลอกดรับข้อความยินยอมโดยไม่อ่านเงื่อนไข ทำให้ผู้ใช้เปิดรับสแปมโดยไม่รู้ตัวภายในไม่กี่วินาที นอกจากนี้ การกดเข้าเว็บไซค์ที่ไม่ปลอดภัยยังเป็นช่องทางให้สคริปต์ดักจับข้อมูลส่วนตัวไปใช้ในการส่งสแปมต่ออีกด้วย
สแปมเฟสและสแปม Messenger คืออะไร
หากพูดถึงสแปมใกล้ตัวบนโซเชียลมีเดียที่หลายคนมักเจอในชีวิตประจำวัน ปฏิเสธไม่ได้ว่าแพลตฟอร์มยอดนิยมอย่าง Facebook คือพื้นที่ที่มีการสแปมระบาดอย่างหนัก และสร้างความเสียหายให้กับผู้ใช้งานมากที่สุด
สแปมเฟส (Facebook Spam) ภัยเงียบที่คนเล่นโซเชียลต้องเจอ
สแปมเฟส คือ การส่งข้อความหรือเนื้อหาก่อกวนบน Facebook เพื่อเข้าถึงผู้ใช้งานจำนวนมาก เช่น การฝากร้าน แปะลิงก์เว็บพนัน การแท็กบัญชีที่ไม่รู้จัก หรือการใช้บัญชีปลอมและบอทส่งคำขอเป็นเพื่อนและข้อความ ซึ่งอันตรายของสแปมเฟสไม่ได้มีแค่ความน่ารำคาญ เพราะสแปมอาจแพร่กระจายผ่านการคลิกลิงก์ที่ไม่ปลอดภัยหรือการติดตั้งซอฟต์แวร์อันตราย ซึ่งอาจเปิดช่องให้มิจฉาชีพเข้าถึงบัญชี Facebook และนำไปใช้ส่งสแปมต่อได้ นอกจากนี้ ยังอาจแฝงลิงก์ Phishing เพื่อหลอกขโมยข้อมูลบัญชีและรหัสผ่าน ทำให้ผู้ใช้งานเสี่ยงต่อการสูญเสียข้อมูลส่วนตัวและการถูกนำบัญชีไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต
Facebook ได้ระบุว่า “การรักษาบัญชีของคุณให้ปลอดภัยเมื่อถูกแฮก แนะนำให้รีบเปลี่ยนรหัสผ่านทันทีเพื่อป้องกันความเสี่ยง แต่หากถูกแฮกจนไม่สามารถเข้าสู่บัญชีได้ สามารถดำเนินการกู้คืนบัญชีผ่านระบบของแพลตฟอร์มได้เช่นกัน นอกจากนี้ หากพบเจอผู้ใช้งานที่มีพฤติกรรมโพสต์เนื้อหาเดิมซ้ำซากซึ่งเข้าข่ายเป็นสแปมก่อกวน คุณสามารถเลือกจัดการได้ด้วยการเลิกเป็นเพื่อน บล็อกบัญชีนั้น หรือทำการรายงาน (Report) บุคคลดังกล่าวไปยัง Facebook เพื่อร่วมสร้างสังคมออนไลน์ที่ปลอดภัยยิ่งขึ้น”
สแปม Messenger คืออะไร? พฤติกรรมการส่งข้อความส่วนตัวที่ต้องระวัง
สแปม Messenger คือ การส่งข้อความแชทขยะหรือข้อความหลอกลวงโดยอัตโนมัติผ่านทางระบบ Facebook Messenger เข้าสู่กล่องข้อความส่วนตัวของผู้ใช้ มักมาในรูปแบบบทสนทนาที่กระตุ้นให้เกิดความอยากรู้ หรือความกลัว เช่น
- ข้อความประเภท "คุณได้รับรางวัล…" เพื่อหลอกให้กดลิงก์ขโมยรหัสผ่าน
- ข้อความชวนทำงานออนไลน์ รายได้ดี ทำงานที่บ้านได้เงินวันละ 1,000 - 3,000 บาท
- ข้อความแนบไฟล์หรือลิงก์อ้างว่าเป็นเอกสารสำคัญ เพื่อฝังมัลแวร์ลงในอุปกรณ์
เหตุผลที่คนส่วนใหญ่ตกเป็นเหยื่อสแปม Messenger ได้ง่าย เพราะข้อความเหล่านี้มักส่งมาจากบัญชีของเพื่อนหรือคนรู้จักที่เคยถูกแฮกมาก่อน ทำให้ผู้รับขาดความระมัดระวังและหลงเชื่อกดลิงก์จนตกเป็นเหยื่อต่อเนื่องกันเป็นห่วงโซ่
หากถูกแจ้งว่าเป็นสแปมคืออะไร?
การถูกแจ้งว่าเป็นสแปม คือ การที่ระบบหรือผู้ใช้งานคนอื่นประเมินว่าข้อความ โพสต์ อีเมล หรือเบอร์โทรศัพท์ของคุณ มีพฤติกรรมเข้าข่ายก่อกวน ส่งเนื้อหาซ้ำๆ ในปริมาณมาก หรือมีลักษณะหลอกลวงโดยที่ผู้รับไม่ได้ร้องขอ ซึ่งส่งผลให้บัญชีหรือเนื้อหาของคุณถูกจำกัดการมองเห็น บล็อก หรือระงับการใช้งานได้ โดยสาเหตุสำคัญที่มักทำให้ถูกแจ้งว่าเป็นสแปม คือ
- การส่งข้อความหรือโพสต์ซ้ำๆ ในเวลาอันสั้น: การคัดลอกข้อความเดิมไปโพสต์ตามกลุ่มต่างๆ หลายกลุ่มในเวลาไล่เลี่ยกัน หรือการกระหน่ำส่งข้อความหาผู้ใช้อื่นถี่จนเกินไป
- เนื้อหาเข้าข่ายโฆษณา รบกวน หรือหลอกลวง: การส่งข้อความขายสินค้าที่ไม่มีประโยชน์ ข้อความแจ้งสิทธิพิเศษหรือรางวัลปลอม ตลอดจนการแนบลิงก์ที่น่าสงสัยและไม่น่าไว้วางใจ
- ไม่มีตัวเลือกให้ผู้รับปฏิเสธข้อมูล: การส่งอีเมลหรือข้อความการตลาดโดยไม่มีช่องทางหรือปุ่มสำหรับกดเลิกรับข่าวสารให้แก่ผู้รับ
แนวทางการป้องกันและวิธีรับมือสแปมในชีวิตประจำวัน
การป้องกันตนเองจากสแปมถือเป็นส่วนสำคัญของการสร้างความปลอดภัยบนโลกดิจิทัล เพราะสแปมอาจแฝงลิงก์อันตราย มัลแวร์ หรือกลลวงที่มุ่งขโมยข้อมูลและเข้าถึงบัญชีส่วนตัวได้ ดังนั้น การสร้างภูมิคุ้มกันทางดิจิทัลด้วยความระมัดระวังและรู้เท่าทันรูปแบบของสแปม จึงเป็นสิ่งที่ผู้ใช้งานทุกคนควรให้ความสำคัญ ดังนี้
- อย่าคลิกลิงก์แปลกปลอม: ตรวจสอบ URL และชื่อผู้ส่งทุกครั้ง หากเป็นลิงก์ย่อ หรือแนบไฟล์มาจากคนไม่รู้จัก ห้ามกดเปิดเด็ดขาด
- ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว: ปรับการตั้งค่าบน Facebook ป้องกันไม่ให้คนนอกแท็กชื่อในโพสต์โดยไม่ผ่านการอนุมัติ และจำกัดสิทธิ์ผู้ที่จะส่งข้อความเข้า Messenger
- เปิดใช้งาน 2FA หรือ Two-Factor Authentication: การยืนยันตัวตนสองชั้นจะช่วยป้องกันไม่ให้บัญชีของคุณถูกแฮกไปใช้เป็นเครื่องมือส่งสแปมหาผู้อื่น แม้รหัสผ่านจะหลุดไปก็ตาม
- ใช้ฟีเจอร์ Report & Block: เมื่อพบข้อความหรือบัญชีสแปม ให้กด รายงานปัญหา (Report) ส่งให้แพลตฟอร์มตรวจสอบทันที พร้อมกดบล็อกบัญชีนั้นเพื่อตัดการติดต่อ
รับมือกับปัญหาสแปม เพื่อใช้งานโลกออนไลน์ได้อย่างปลอดภัย
สแปมอาจเริ่มต้นจากข้อความหรือโฆษณาที่สร้างความรำคาญ แต่ในปัจจุบัน สแปมได้พัฒนาไปเป็นช่องทางที่อาจนำไปสู่การหลอกลวงและการโจรกรรมข้อมูลส่วนบุคคลได้ ดังนั้น การรับมือกับปัญหาสแปมจึงไม่ควรพึ่งพาเพียงระบบคัดกรองหรือเทคโนโลยีป้องกันภัยไซเบอร์เท่านั้น แต่ผู้ใช้งานเองก็ควรสร้างภูมิคุ้มกันทางดิจิทัลให้กับตนเองด้วยการทำความเข้าใจว่าสแปมคืออะไร รู้เท่าทันกลอุบายในรูปแบบต่างๆ และตรวจสอบข้อมูลก่อนคลิกลิงก์หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวทุกครั้ง เพราะการมีสติและไม่เปิดโอกาสให้มิจฉาชีพเข้าถึงข้อมูลเราได้ง่ายๆ คือเกราะป้องกันสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยง และทำให้สามารถใช้งานโลกออนไลน์ได้อย่างปลอดภัยมากยิ่งขึ้น







