หากเลื่อนฟีด TikTok, Instagram Reels หรือ YouTube Shorts คงเคยเห็นคลิปที่เปิดด้วยคำว่า “POV” ที่ดึงดูดให้เราหยุดดูต่อภายในไม่กี่วินาที เพราะคอนเทนต์รูปแบบนี้ไม่ได้เป็นเทรนด์หรือมุกบนโซเชียลมีเดียเท่านั้น แต่เป็นเทคนิคการเล่าเรื่องผ่านมุมมองที่ชวนให้ผู้ชมรู้สึกเหมือนกำลังอยู่ในสถานการณ์นั้นด้วย
สำหรับนักการตลาด POV จึงเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่ช่วยสร้างอารมณ์ร่วม เชื่อมโยงแบรนด์เข้ากับประสบการณ์ของกลุ่มเป้าหมาย และสื่อสารข้อความได้อย่างเป็นธรรมชาติ บทความนี้ ANGA (แองก้า) จะพาไปทำความเข้าใจว่า POV คืออะไร ใช้ยังไงให้เหมาะกับเป้าหมายธุรกิจ
POV คืออะไร?
POV ย่อมาจาก Point of View แปลตรงตัวว่า มุมมองในการนำเสนอ หรือมุมมองในการเล่าเรื่อง ในเชิง Content Marketing POV คือ เทคนิคการเล่าเรื่องหรือการตั้งกล้องถ่ายที่กำหนดให้ผู้ชมเห็นเหตุการณ์ผ่านสายตาของตัวละครใดตัวละครหนึ่ง หรือจำลองให้คนดูเข้าไปตกอยู่ในสถานการณ์สมมตินั้น คอนเทนต์รูปแบบนี้เน้นถ่ายทอดอารมณ์ ปฏิกิริยา และเหตุการณ์ในชีวิตประจำวันที่ผู้คนคุ้นเคย หรือเหตุการณ์ที่กำลังเป็นกระแส ทำให้ดึงดูดความสนใจและสร้างอารมณ์ร่วมได้อย่างรวดเร็ว
ด้วยธรรมชาติของ POV ที่เน้นสื่อสารง่ายๆ และเน้นไว จึงนิยมใช้บนแพลตฟอร์มวิดีโอสั้นแนวตั้งเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็น TikTok, Instagram Reels, YouTube Shorts หรือ Facebook Reels
ธุรกิจที่เหมาะกับการทำคอนเทนต์ POV
- ธุรกิจบริการ เช่น โรงแรม, ร้านอาหาร, สถานที่ท่องเที่ยว หรือคลินิกความงาม เน้นจำลองบรรยากาศและการดูแลลูกค้าเพื่อสร้างความอยากใช้บริการ
- ธุรกิจ B2C เช่น สินค้าแฟชั่น, เครื่องสำอาง หรือสินค้าอุปโภคบริโภค เน้นถ่ายทอดประสบการณ์ใช้สินค้าในชีวิตประจำวัน
- ธุรกิจ B2B เช่น รับทำการตลาดออนไลน์ ซอฟต์แวร์องค์กร หรือบริการด้านธุรกิจ เน้นสะท้อน Pain Point การทำงานในออฟฟิศ เพื่อนำเสนอทางออกของปัญหาอย่างตรงจุด
POV แต่ละแบบใช้ยังไงให้มัดใจกลุ่มเป้าหมาย
การเลือกใช้ POV ไม่ได้เป็นแค่การเลือกมุมกล้อง แต่ยังส่งผลต่อวิธีที่ผู้ชมรับรู้เรื่องราวและมีส่วนร่วมกับคอนเทนต์ด้วย เพราะแต่ละมุมมองสามารถสร้างอารมณ์ ความรู้สึก และประสบการณ์ที่แตกต่างกัน ดังนั้น การเลือก POV แต่ละแบบให้เหมาะกับเนื้อหาและกลุ่มเป้าหมาย จึงเป็นอีกหนึ่งเทคนิคสำคัญที่ช่วยให้คอนเทนต์ดึงดูดและเข้าถึงผู้บริโภคได้มากขึ้น

1. First-Person POV พาคนดูสัมผัสประสบการณ์ผ่านสายตาของตัวละคร
First-Person POV เป็นรูปแบบที่ทำให้ผู้ชมรู้สึกเหมือนได้มองเห็นเหตุการณ์ผ่านสายตาของตัวละครหรือครีเอเตอร์โดยตรง เช่น คลิปพาเที่ยว ทำอาหาร ทดลองใช้สินค้า หรือบันทึกประสบการณ์ในสถานที่ต่างๆ
จุดเด่นของ POV รูปแบบนี้คือ สร้างความรู้สึกสมจริงและใกล้ชิด ผู้ชมไม่ได้เป็นเพียงคนที่นั่งดูเรื่องราวอยู่ภายนอก แต่รู้สึกเหมือนได้เข้าไปสัมผัสประสบการณ์นั้นด้วยตัวเอง จึงเหมาะกับคอนเทนต์ที่ต้องการสร้างอารมณ์ร่วมและทำให้ผู้บริโภครู้สึกเชื่อมโยงกับแบรนด์หรือผลิตภัณฑ์ได้อย่างเป็นธรรมชาติ
2. Second-Person POV ชวนคนดูเข้ามาเป็นตัวละครในเรื่อง
Second-Person POV เป็นการเล่าเรื่องโดยวางให้ผู้ชมเป็นส่วนหนึ่งของสถานการณ์ มักใช้คำว่า “เมื่อคุณ” หรือสร้างสถานการณ์ที่ทำให้ผู้ชมรู้สึกเหมือนเหตุการณ์นั้นกำลังเกิดขึ้นกับตัวเอง เช่น “POV: เมื่อคุณได้กินอาหารที่คิดไว้ตั้งแต่เมื่อคืน”
จุดเด่นของ POV รูปแบบนี้คือ กระตุ้นให้ผู้ชมจินตนาการและเชื่อมโยงตัวเองเข้ากับเรื่องราวได้อย่างรวดเร็ว เพราะทันทีที่ดูคลิป ผู้ชมจะถูกดึงเข้าไปรับบทเป็นตัวละครหนึ่งในสถานการณ์นั้น จึงเป็นเทคนิคที่เหมาะกับคอนเทนต์แนวตลก ดราม่า จำลองสถานการณ์ที่มักเกิดขึ้นจริง หรือคอนเทนต์ที่ต้องการสร้าง Engagement กับแบรนด์ และกระตุ้นให้คนดูแสดงความคิดเห็น
3. Third-Person POV เล่าเรื่องในมุมกว้าง ให้คนดูเห็นภาพรวมของสถานการณ์
Third-Person POV เป็นการเล่าเรื่องจากมุมมองของผู้สังเกตการณ์ ผู้ชมสามารถเห็นตัวละคร การกระทำ และบรรยากาศโดยรวมของเหตุการณ์ได้อย่างชัดเจน คล้ายกับการชมฉากหนึ่งในหนังหรือซีรีส์
POV รูปแบบนี้เหมาะกับเรื่องราวที่มีรายละเอียดหลายด้าน มีตัวละครมากกว่าหนึ่งคน หรือต้องการนำเสนอภาพรวมของสถานการณ์ เช่น บรรยากาศการทำงานในออฟฟิศ เบื้องหลังการให้บริการ หรือเรื่องราวที่เกิดขึ้นภายในร้านค้า ข้อดีคือ ช่วยให้แบรนด์เล่าเรื่องได้อย่างมีมิติ และนำเสนอองค์ประกอบต่างๆ ได้ครบถ้วนมากขึ้น
4. Role-Play POV สร้างสถานการณ์สมมติ ให้เรื่องราวใกล้ตัวมากขึ้น
Role-Play POV เป็นการสร้างคอนเทนต์ผ่านการสวมบทบาท โดยครีเอเตอร์หรือแบรนด์รับบทเป็นตัวละครต่างๆ เช่น พนักงาน ลูกค้า เพื่อนร่วมงาน แฟน หรือผู้เชี่ยวชาญ แล้วจำลองเหตุการณ์ที่ผู้ชมอาจเคยพบเจอในชีวิตจริง
จุดเด่นของ POV รูปแบบนี้คือ การนำสถานการณ์ใกล้ตัวมาสร้างเป็นเรื่องราวที่เข้าใจง่าย และชวนให้ผู้ชมรู้สึกว่า นี่มันเรื่องของฉันนี่นา นอกจากนี้ ยังช่วยให้แบรนด์สอดแทรกข้อมูลสินค้า บริการ หรือคำตอบสำหรับข้อสงสัยของลูกค้าเข้าไปในเนื้อหาได้อย่างแนบเนียน โดยไม่ทำให้คอนเทนต์ดูเหมือนการขายตรงจนเกินไป
แชร์กลยุทธ์ทำคอนเทนต์ POV ช่วยดันทั้งยอดวิวและยอดขาย
คุณกัณฐิกา แววสว่าง - Performance Media Team Lead ผู้เชี่ยวชาญด้านการรับทำโฆษณาออนไลน์ ของ ANGA (แองก้า) ได้แชร์ว่า
“การทำคอนเทนต์ POV ที่ประสบความสำเร็จวัดกันที่ความเข้าใจ Customer Insight เพราะเมื่อเราเข้าใจว่าลูกค้ากำลังเจอปัญหาอะไร รู้สึกอย่างไร หรือกำลังมองหาอะไร Script ที่ออกมาก็จะสื่อสารได้ตรงใจมากขึ้นเท่านั้น และอย่าลืมให้ความสำคัญกับ Hook ใน 3 วินาทีแรก ข้อความบนหน้าจอที่อ่านแล้วเข้าใจทันที และ CTA ที่ไม่กดดัน เช่น ชวนแชร์ประสบการณ์หรือแสดงความคิดเห็น เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายมีส่วนร่วมได้อย่างเป็นธรรมชาติค่ะ”
1. POV จาก Pain Point ของลูกค้า
หยิบ ปัญหา ความหงุดหงิด และความต้องการที่แท้จริงของลูกค้า มาสร้างเป็นสถานการณ์ POV ที่พวกเขาเคยเจอ เพื่อสื่อว่าแบรนด์เข้าใจลูกค้าอย่างลึกซึ้งและ “รู้ใจ” พวกเขา
การเล่าผ่าน Pain Point ที่คนส่วนใหญ่ Relate ได้ จะช่วยกระตุ้นให้เกิดความรู้สึกว่า “นี่มันฉันเลย!” พร้อมเพิ่มโอกาสให้ผู้ชมเข้ามาคอมเมนต์ แชร์ หรือแท็กเพื่อน จนกลายเป็นคอนเทนต์ที่สร้าง Engagement และกระแสบน Social Media ได้
2. POV แบบ Behind the Scenes
ผู้บริโภคยุคนี้ไม่ได้มองแค่สิ่งที่แบรนด์นำเสนอ แต่ยังอยากรู้ว่า กว่าจะได้สินค้าและบริการหนึ่งชิ้นต้องผ่านอะไรบ้าง กลยุทธ์นี้จึงเน้นเปิดเผยเบื้องหลังที่คนทั่วไปอาจไม่เคยเห็น ทั้งขั้นตอนการทำงาน กระบวนการผลิต ความพิถีพิถันในการตรวจสอบคุณภาพ หรือบรรยากาศการทำงานภายในองค์กร
การนำสิ่งเหล่านี้มาเล่าในรูปแบบ POV ช่วยให้แบรนด์ดูจริงใจ เข้าถึงง่าย และมีตัวตนมากขึ้น พร้อมสร้างความคุ้นเคยและความไว้วางใจให้กับผู้บริโภค เพราะพวกเขาได้เห็นคุณค่าและความใส่ใจที่อยู่เบื้องหลังสินค้าและบริการนั้นด้วย
3. POV จำลองสถานการณ์ Before & After
เป็นการนำเสนอความแตกต่างก่อนและหลังใช้สินค้าและบริการ ผ่านสถานการณ์ POV ที่มีความเรียล เข้าถึงง่าย หรือเติมอารมณ์ขันเข้าไป เพื่อให้ผู้บริโภคเห็นภาพปัญหาและการเปลี่ยนแปลงได้อย่างชัดเจน อาจเริ่มจากการเสนอความยุ่งยาก ความลำบาก หรือความหงุดหงิดก่อนใช้สินค้า แล้วตัดสลับกับภาพความสะดวกสบายและชีวิตที่ง่ายขึ้นหลังมีสินค้าเข้ามาช่วยแก้ปัญหา ทำให้เห็นคุณค่าของสินค้าได้อย่างเป็นธรรมชาติ โดยไม่รู้สึกว่าเป็นการขายตรงจนเกินไป
4. POV กับการจับกระแสไวรัล
การนำเทรนด์หรือกระแสไวรัลในช่วงนั้นมาใช้กับคอนเทนต์ POV เป็นอีกกลยุทธ์ที่ช่วยเพิ่มโอกาสให้แบรนด์เข้าถึงผู้ชมกลุ่มใหม่ และสร้างการมองเห็นบนแพลตฟอร์มอย่าง TikTok หรือ Reels ได้มากขึ้น ด้วยการใช้เพลง เสียง วลีเด็ด ประเด็น หรือสถานการณ์ที่กำลังเป็นกระแสมาปรับให้เข้ากับสินค้าและบริการของแบรนด์
เช่น นำเสียงที่กำลังติดเทรนด์มาใช้เป็น Background เพื่อช่วยสื่ออารมณ์ของสถานการณ์ POV หรือปรับประเด็นที่ผู้คนกำลังพูดถึงให้เป็นเรื่องราวในมุมมองของแบรนด์ การทำเช่นนี้ช่วยให้คอนเทนต์ดูทันกระแส เข้าถึงง่าย และเชื่อมโยงกับคอมมูนิตี้ได้อย่างเป็นธรรมชาติ พร้อมเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายใหม่และสร้าง Viral Potential ให้กับคอนเทนต์
ตัวอย่าง คอนเทนต์ POV ของ ANGA บนแพลตฟอร์ม TikTok
ตัวอย่างการทำคอนเทนต์ POV บนแพลตฟอร์ม TikTok ของ ANGA Bangkok ที่มีทั้งการหยิบกระแสไวรัลมาปรับให้เข้ากับสไตล์ของแบรนด์ และการพาไปดูบรรยากาศหรือเบื้องหลังการทำงานจริงของเอเจนซี่ผ่านคอนเทนต์ POV ทำให้ดูสนุก เป็นธรรมชาติ และเข้าถึงง่าย อีกทั้งยังช่วยให้ผู้ชมโดยเฉพาะกลุ่มเป้าหมายของแบรนด์ได้เห็นตัวตนของทีม ANGA มากขึ้นด้วย

การเลือกใช้ POV ที่เหมาะสม เปลี่ยนการเล่าเรื่องให้เป็น Engagement
การเลือกใช้ POV ที่เหมาะสม ถือเป็นการเลือกมุมที่จะพาผู้ชมเข้าไปสัมผัสเรื่องราวต่างๆ ที่แบรนด์ต้องการนำเสนอ เมื่อแบรนด์เข้าใจจุดเด่นและจิตวิทยาของ POV แต่ละแบบ ก็จะสามารถนำมาสร้างคอนเทนต์ที่ดึงดูดความสนใจ กระตุ้นอารมณ์ร่วม และสร้างความรู้สึกเชื่อมโยงกับผู้บริโภคได้อย่างเป็นธรรมชาติมากขึ้น หัวใจสำคัญคือการนำ Customer Insight และ Pain Point ที่แท้จริง มาเป็นจุดเริ่มต้นของการเล่าเรื่อง แทนที่จะมุ่งขายสินค้าโดยตรงเพียงอย่างเดียว เพราะเมื่อผู้ชมรู้สึกว่าแบรนด์เข้าใจพวกเขา คอนเทนต์ก็มีโอกาสเปลี่ยนจากยอดวิวไปสู่ Engagement และการตัดสินใจซื้อได้มากขึ้น







