1. หน้าหลัก
  2. อัปเดตการตลาด
  3. เทคนิคการทำ SEO จากมืออาชีพ ฉบับปี 2024
เทคนิคการทำ SEO จากมืออาชีพ ฉบับปี 2024
เผยแพร่เมื่อ: มีนาคม 20, 2024

เทคนิคการทำ SEO จากมืออาชีพ ฉบับปี 2024

Table Of Contents

หากคุณอยากเติบโตได้ดีและไปได้ไกลบนโลกออนไลน์ วิธีที่ดีที่สุดคือการมีเว็บไซต์เป็นของตัวเอง เพื่อใช้เป็นเสมือนหน้าร้านขายสินค้าบนโลกออนไลน์ แล้วคุณจะทำอย่างไรให้กลุ่มคนที่ไม่เคยรู้จักแบรนด์ของคุณมาก่อน ได้มองเห็นและเข้ามาเป็นลูกค้าของคุณล่ะ? คำตอบคือการทำ SEO หรือ Search Engine Optimization ควบคู่ไปกับการทำเว็บไซต์นั่นเอง

และในบทความนี้ทาง ANGA ก็ได้รวบรวมเทคนิค SEO จากมืออาชีพ ฉบับอัปเดตใหม่ล่าสุดปี 2024 มาให้คุณเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พร้อมอธิบายความสำคัญของการทำ SEO ในปัจจุบัน และเทคนิคการทำ SEO ให้คนค้นหาเจอทุก Keyword ! ถ้าพร้อมแล้วเราไปติดตามอ่านกันได้เลย

ความสำคัญของการทำ SEO ในปัจจุบัน

จากการเข้ามาของ Generative AI ที่แทรกซึมอยู่ในหลาย ๆ พื้นที่บนโลกออนไลน์ การอัปเดตอัลกอริทึม (Algorithm) อยู่เสมอของ Google และการเพิ่มขึ้นของช่องการในการทำการตลาดออนไลน์ อาจทำให้ใครหลายคนสงสัยว่า SEO ยังมีความสำคัญอยู่ไหมในปัจจุบัน? คำตอบคือ “สำคัญ

เนื่องจากการทำ SEO เป็นการทำการตลาดผ่าน Search Engine (เครื่องมือการค้นหา) ซึ่งเครื่องมือนี้มีผู้ใช้งานมหาศาลต่อวัน เพราะไม่ว่าคุณจะอยากรู้อะไรหรือต้องการคำตอบในเรื่องใด Search Engine สามารถแสดงข้อมูลและเนื้อหาออกมาให้คุณอ่านได้ทั้งหมด สำหรับ Search Engine ที่ใช้กันมากที่สุดในโลก และที่คนไทยคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีคือ Google นั่นเอง นอกจากนี้ยังมี Bing, Yahoo, Baidu (นิยมในประเทศจีน), Naver (นิยมใช้ในประเทศเกาหลี) และอื่น ๆ ด้วย

โดยการทำเว็บไซต์เป็นช่องทางที่ได้รับความนิยมและเหมาะสมที่สุดในการทำ SEO เพราะเมื่อมีค้นหา Keyword (คำหรือวลี) ลงไปใน Google ระบบก็จะแสดงเว็บไซต์ที่มีการทำ SEO ด้วย Keyword นั้นขึ้นมา 10 อันดับแรก/หน้า ถ้าคุณทำให้เว็บไซต์ของคุณอยู่ในหน้าแรกได้ โอกาสที่พวกเขาจะคลิกเข้ามาบนเว็บไซต์ และกลายเป็นลูกค้าของคุณก็สูงกว่าเว็บไซต์ที่ติดอันดับอยู่ในหน้าอื่น ๆ หรือไม่ติดอันดับเลย

จริงอยู่ที่คุณสามารถทำการตลาดผ่านช่องทางอื่น ๆ อย่าง Social Media ได้ แต่ช่องทางเหล่านั้นไม่ได้เหมาะกับทุกธุรกิจ และอาจไม่เพียงพอต่อการสร้างความน่าเชื่อถือให้แก่แบรนด์ โดยเฉพาะกับธุรกิจที่ต้องใช้ความเชื่อมั่นไว้ใจอย่าง การตลาดของธุรกิจ B2B, การตลาดธุรกิจสุขภาพ, ธุรกิจเกี่ยวกับคลินิกและความงาม, โรงงานหรือผู้ผลิตวัสดุ-อุปกรณ์ต่าง ๆ ฯลฯ ด้วยเหตุนี้การทำเว็บไซต์ธุรกิจควบคู่ไปกับการทำ SEO จึงมีความสำคัญและจำเป็นอย่างมากในปัจจุบัน

อุปสรรคที่เจ้าของเว็บพบบ่อยในการทำ SEO 

การทำ SEO จะทำให้เกิด Organic Traffic หรือ SEO Traffic แบบธรรมชาติเข้ามาที่เว็บไซต์ เพื่อให้ผลลัพธ์ที่ได้มีความยั่งยืนและอยู่ได้นาน ๆ ซึ่งสิ่งที่จะทำให้ SEO Traffic สูงขึ้นได้นั้น คือการที่เว็บไซต์ของคุณติดอันดับบนหน้าการค้นหา แต่มันไม่ได้ทำง่ายอย่างที่หลาย ๆ คนคิด เพราะคุณจะต้องทำ SEO ในแต่ละส่วนให้ดี ไม่ว่าจะเป็น  On-Page SEO, Off-Page SEO หรือ Technical SEO ก็ตาม และในระหว่างทางมีอุปสรรคเกิดขึ้นมากมายที่รอให้คุณแก้ไขอยู่ด้วยเช่นกัน

และนี่คือตัวอย่างของอุปสรรคที่เจ้าของเว็บไซต์พบได้บ่อยในการทำ SEO !

  • เลือก Keyword ไม่เหมาะสมหรือไม่ตอบโจทย์กับธุรกิจ
  • เนื้อหาบนเว็บไซต์ไม่ได้ถูกปรับปรุงให้เหมาะกับการทำ SEO
  • เว็บไซต์โหลดช้า แสดงข้อมูลไม่ครบ ใช้งานไม่ลื่นไหล
  • Keyword ที่ใช้ไม่เหมาะกับประเภทของธุรกิจ
  • มีปัญหาเรื่อง Technical SEO (การทำ SEO ในเชิงเทคนิค)
  • ข้อมูลบนหน้าเว็บแต่ละหน้าตอบโจทย์ตามเกณฑ์ SEO พื้นฐาน
  • เว็บไซต์ไม่ปลอดภัยในสายตาของ Google (URL เว็บไซต์เป็น http ไม่ใช่ https)
  • มีการวางโครงสร้างเว็บไซต์ (Site Structure) ที่ซับซ้อนยุ่งยาก

เทคนิคทำ SEO On-Page

เทคนิคทำ SEO On-Page

เทคนิคทำ SEO On-Page หรือ On-Page SEO จะเน้นไปที่การปรับแต่งเนื้อหาและองค์ประกอบต่าง ๆ ในแต่ละหน้าให้มีคุณภาพและเกี่ยวข้องกับ Keyword ที่เลือกใช้ที่สุด เพื่อให้ Google เข้าใจว่าหน้าดังกล่าวมีเนื้อหาเกี่ยวกับอะไร เกี่ยวข้องกับธุรกิจหรือไม่ จากนั้นก็จะนำไปแสดงผลเป็นอันดับต่าง ๆ บนหน้าการค้นหาใน Keyword ที่ตรงกับสิ่งที่ผู้ค้นหาต้องการมากที่สุด

การเลือก Keyword ที่เหมาะสม

จะรู้ได้อย่างไรว่า Keyword ไหนควรค่าและเหมาะสมกับการนำมาทำ SEO ? อันดับแรกเลยคือคุณต้องทำ Keyword Research ก่อน โดยค้นหาว่ามี Keyword ไหนบ้างที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของคุณ มีปริมาณการค้นหามากน้อยแค่ไหน จากนั้นก็นำมาวิเคราะห์และประเมินเลือก Keyword ที่จะก่อให้เกิดผลลัพธ์ตามที่ต้องการ

การเขียน Title Tag และ Meta Description

Title Tag และ Meta Description จะช่วยให้ Google และผู้ค้นหารู้ว่าในหน้าดังกล่าวให้ข้อมูลเกี่ยวกับอะไร ซึ่งหากคุณเขียนตรงนี้ได้ดีด้วยล่ะก็ จะส่งผลทำให้ SEO Traffic เพิ่มขึ้นตามไปด้วย โดย Title Tag จะเป็นส่วนที่เด่นที่สุดและมีความยาวไม่เกิน 60 ตัวอักษร ส่วน Meta Description จะอยู่ด้านล่างและเด่นน้อยกว่า Title Tag มีความยาวไม่เกิน 160 ตัวอักษร ใช้ในการอธิบายขยายความเพิ่มเติม

เทคนิค SEO Title Tag และ Meta Description

  • ใส่ Keyword ที่ตอบโจทย์เว็บไซต์ธุรกิจและแต่งเป็นประโยคที่ธรรมชาติ
  • เขียนให้ดึงดูดใจ อ่านจบแล้วอยากกดคลิกเข้าไปอ่านต่อ
  • เพิ่ม Call to Action จูงใจให้คนอยากรู้ อยากอ่านต่อ
  • เขียนให้กระชับแต่ได้ใจความ และตรงกับเนื้อหาในหน้านั้น ๆ 

การใช้ Heading Tags

Heading Tags คือการกำหนดหัวข้อ เพื่อให้ผู้อ่านเห็นลำดับความสำคัญของเนื้อหา และเป็น HTML Tag ที่ใช้บอก Google ว่าหน้านี้มีโครงสร้างเนื้อหาอย่างไร (ส่งผลต่ออันดับ SEO) โดย Heading Tags จะมีตั้งแต่ H1 ไล่ไปจนถึง H6 ตามลำดับความสำคัญของหัวข้อ สำหรับเทคนิคการทำ SEO Heading Tags มีดังนี้

  • เขียนเป็นประโยคที่กระชับและเข้าใจได้ทันที
  • มีการใส่ Keyword ลงใน H1 และ H2 
  • Heading Tags แต่ละอันต้องไม่ซ้ำกัน
  • กำหนด Heading Tags ตามความสำคัญของเนื้อหา

การใส่ Keyword ในเนื้อหา

เทคนิค SEO ที่ไม่ควรพลาดเลยคือการสอดแทรก Keyword ลงไปในเนื้อหา โดย Keyword จะต้องกระจายอยู่ทั่ว ๆ บทความอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่กระจุกอยู่ที่ส่วนใดส่วนหนึ่ง, มี Keyword ไม่เกิน 2-3% เมื่อเทียบกับจำนวนคำในบทความ, หลีกเลี่ยงการใส่ Keyword เดิมซ้ำ ๆ โดยการหา Keyword รองมาใส่ และ Keyword จะต้องอยู่ในย่อหน้าแรกและย่อหน้าสุดท้ายทุกบทความ

การ Optimize รูปภาพ

การทำ On-Page SEO ไม่ได้มีแค่เนื้อหาเท่านั้น ยังรวมถึงรูปภาพที่เรานำไปประกอบในเนื้อหาด้วย แนะนำให้ทำการ Optimize รูปภาพก่อนนำไปใส่ในบทความ เพื่อให้รูปภาพดังกล่าวมีขนาดที่เหมาะสม ไม่ใหญ่จนทำให้รูปโหลดช้า และทำให้ Google เข้าใจว่ารูปภาพดังกล่าวสื่อถึงอะไรและมีความเกี่ยวข้องกับเนื้อหาในหน้านั้น ๆ หรือไม่ ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการติดการค้นหาประเภทรูป (Google Image Search) ได้ด้วยเช่นกัน

เทคนิค SEO Image Optimize

  • ปรับขนาดรูปภาพให้มีขนาดเล็กที่สุด แต่ยังคงมองเห็นรายละเอียดต่าง ๆ อยู่
  • แปลงสกุลภาพให้เป็น WebP (สกุลไฟล์ภาพมาตรฐานที่มีขนาดเล็กและเหมาะกับการทำ SEO ที่สุด)
  • ตั้งชื่อไฟล์ภาพก่อนอัปโหลดลงบนหลังบ้านเว็บไซต์
  • เพิ่ม Alt Text (Alternative Text) หรือคำอธิบายรูปภาพ

การเพิ่มความเร็วเว็บไซต์

เว็บไซต์ที่โหลดเร็วจะทำให้ผู้ใช้งานรู้สึกพึงพอใจและช่วยให้พวกเขาอยู่บนเว็บไซต์ของเรานานมากขึ้น ยิ่งผู้ใช้งานอยู่บนเว็บไซต์ของเรานานแค่ไหน มีการโต้ตอบมากเท่าไหร่ ก็จะส่งผลดีต่อประสิทธิภาพของการทำ SEO ด้วย ซึ่งปัจจัยที่ส่งผลต่อความเร็วเว็บไซต์จะมีทั้ง Web Hosting, ภาษาของเว็บไซต์ (HTML, JavaScript, CSS), ขนาดและปริมาณของฟอนต์ รูปภาพ วิดีโอ ฯลฯ บนเว็บไซต์, ปริมาณปลั๊กอินเว็บไซต์ที่ติดตั้ง และอื่น ๆ อีกมากมาย 

ส่วนหนึ่งของสิ่งที่คุณควรทำเพื่อให้เว็บไซต์โหลดเร็วขึ้น มีดังนี้

  • เลือก Web Hosting และ Server ที่มีคุณภาพ
  • ติดตั้งปลั๊กอินและ Script Code ท่าที่จำเป็นเท่านั้น
  • ปรับปรุงโครงสร้างเว็บไซต์ให้ดีขึ้น
  • ปรับขนาดขององค์ประกอบบนเว็บไซต์ให้มีขนาดเล็กที่สุด (HTML, JavaScript, CSS, รูปภาพ, วิดีโอ, ฟอนต์ และอื่น ๆ )
  • ทำ Cache (เก็บสำเนาไฟล์เว็บไซต์ไว้บนอุปกรณ์ของผู้ใช้งาน) เพื่อลดภาระการทำงานของเซิร์ฟเวอร์

เทคนิคทำ SEO Off-Page 

เทคนิค SEO Off-Page หรือ Off-Page SEO เป็นการทำ SEO จากภายนอกเว็บไซต์ ซึ่งหมายถึงว่าคุณต้องอาศัยเว็บไซต์อื่นหรือช่องทางอื่น ในการทำให้เว็บไซต์ของคุณเป็นที่ยอมรับในสายตาของ Google เพื่อให้คะแนนและอันดับของ SEO ดีขึ้นกว่าเดิม จากการได้มาซึ่งคะแนน Domain Authority (DA) และคะแนน Domain Rating (DR) ที่ใช้วัดคุณภาพของเว็บไซต์

การสร้าง Backlink คุณภาพ

Backlink คือลิงก์เว็บไซต์เราที่ถูกคลิกมาจากเว็บไซต์อื่น ซึ่งเป็นเหมือนการสร้างเครือข่ายบนโลกออนไลน์ โดยการสร้าง Backlink คุณภาพ หมายความว่าเว็บไซต์ต้นทางที่มีการกล่าวถึง อ้างอิง หรือใส่ลิงก์เว็บไซต์ของเราลงไปบนคอนเทนต์จะต้องเป็นเว็บที่มีคะแนน DA, DR หรือความน่าเชื่อถือสูง และถ้าอยู่ในแวดวงธุรกิจเดียวกันก็จะยิ่งดีขึ้นไปใหญ่ โดย Backlink ประเภทนี้เรียกได้ว่ามีคุณภาพและช่วยดันอันดับ SEO ได้ดีที่สุด

การใช้ Social Media

แชร์บทความ SEO หรือแนบลิงก์เว็บไซต์ของเราลงบน Social Media อาทิ Facebook, Instagram, Twitter (X) หรือ YouTube เพื่อเพิ่ม SEO Traffic และเพิ่มคะแนนเว็บไซต์ ถึงแม้ว่าคะแนนที่ได้มาจาก Backlink ประเภท Social Media จะน้อยกว่า Backlink จากเว็บไซต์คุณภาพ แต่ก็ยังดีกว่าไม่มีเลย

การทำ Guest Blogging

การทำ Guest Blogging หรือ Guest Post เป็นการเขียนบทความให้ข้อมูลความรู้ในเรื่องต่าง ๆ และนำไปเผยแพร่ลงในเว็บไซต์อื่น โดยที่มีการสอดแทรกลิงก์เว็บไซต์ของเราเข้าไปในตัวเนื้อหาด้วย เพื่อให้ผู้เข้าชมเว็บไซต์ต้นทางได้เห็นคอนเทนต์ของเราและคลิกเข้ามาที่เว็บไซต์ และเพื่อให้คะแนนความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์ต้นทาง ส่งมายังเว็บไซต์ของเราด้วย

เทคนิค SEO ใส่ Keyword ให้ Search เจอ

เคยไหม? ใส่ Keyword เพื่อให้ติด SEO ในบทความเรียบร้อย เช็ก On-Page SEO แล้วก็ไม่ขาดอะไร แต่ทำไม Search ยังไงก็ไม่เจอเว็บไซต์ของเราสักที อาจจะมีสาเหตุมาจากการเลือก Keyword ก็ได้นะ! ซึ่งแองก้าก็ได้เอาเทคนิค SEO ใส่ Keyword ให้ Search เจอมาฝากกันด้วย โดยจะแบ่งเป็น 2 อย่างหลัก ๆ คือ Keyword Research และ Keyword Density ซึ่งทั้ง 2 อย่างนี้คืออะไรและทำอย่างไร เราไปดูรายละเอียดกันเลย

การทำ Keyword Research

การทำ Keyword Research เป็นด่านแรก ๆ ของการเริ่มต้นทำ SEO เลยก็ว่าได้ เพราะจะช่วยให้ผลลัพธ์จากการทำ SEO ของคุณออกมาเห็นผลดีที่สุด เช่น ดึง SEO Traffic เข้าเว็บไซต์ได้เยอะ, ได้ Keyword ที่กลุ่มเป้าหมายใช้ในการค้นหาจริง, ติดอันดับ SEO เร็ว และไม่ต้องเสียเวลามาตามแก้หรือรื้อเนื้อหาบนเว็บไซต์ใหม่

โดยคุณสามารถทำ Keyword Research ได้ด้วยการใช้เครื่องมืออย่าง Google Keyword Planner (แนะนำที่สุดเพราะเป็นเครื่องมือของ Google โดยตรง), Kwfinder, Ubersuggest และ Ahrefs เป็นต้น

การเลือก Keyword Density ที่เหมาะสม

Keyword Difficulty (KD) เป็นค่าที่ใช้วัดความยากง่ายของ Keyword ว่าเมื่อทำไปแล้วจะมีโอกาสติดอันดับหรือชนะคู่แข่งได้มากน้อยแค่ไหน โดยจะมีตั้งแต่ 0-100 (ยิ่งตัวเลขสูงแปลว่ายิ่งยาก) ควรพิจารณาสิ่งนี้ประกอบด้วยก่อนที่จะตัดสินว่าจะเลือก Keyword คำไหนดี

ซึ่ง Keyword ที่มี KD ต่ำ (0-30) จะช่วยให้ติดอันดับบนหน้าแรกง่าย ส่วน KD ปานกลาง (31-70) อาจจะใช้เวลาระยะหนึ่งจึงจะติดอันดับ แต่เมื่อติดแล้วก็จะติดในระยะยาว และ Keyword ที่มี KD สูง (71-100) ใช้เวลาในการทำนาน แต่ถ้าติดอันดับแล้วจะได้ Traffic เข้าเว็บไซต์สูงที่สุด

สรุปเทคนิคการทำ SEO ฉบับปี 2024

เป็นอย่างไรกันบ้างกับเทคนิคการทำ SEO ฉบับปี 2024 ที่เราเอามาฝากกัน หวังว่าจะเป็นประโยชน์ให้กับคุณได้ไม่มากก็น้อย ซึ่งคุณสามารถนำเทคนิค SEO เหล่านี้ไปปรับใช้กับการทำ SEO บนเว็บไซต์ของคุณได้เลย ทั้ง เทคนิค On-Page SEO เทคนิค Off-Page SEO และเทคนิคการเลือก Keyword มาใช้งาน แต่คุณไม่จำเป็นต้องปรับใหม่ทั้งหมด ให้ลองเช็กดูก่อนว่าคุณขาดอะไรไปบ้าง จากนั้นค่อย ๆ ปรับทีละส่วนและรอดูผลลัพธ์ก่อน หากไม่ดีขึ้นค่อยปรับในส่วนถัดไป (ไม่ควรปรับทีเดียวทั้งหมด)สุดท้ายนี้ สำหรับเจ้าของธุรกิจหรือเจ้าของเว็บไซต์ใด กำลังมองหาเอเจนซี่รับทำ SEO โดยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางที่มีการทำงานอย่างมืออาชีพ เข้าใจธุรกิจก่อนลงมือทำ มีการวัดผลลัพธ์ด้วย Organic Traffic และอันดับ Keyword ที่อยู่บนหน้าการค้นหา ANGA (แองก้า) รับทำ SEO การันตีผลลัพธ์ภายใน 90 วัน รับคำปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญด้าน SEO และการตลาดออนไลน์ได้ที่ LINE @ANGA หรือโทร 02-023-8899

บทความที่เกี่ยวข้อง

เว็บย่อลิงค์ฟรี 2024 ย่อ URL ให้สั้น ภายในไม่กี่วินาที

เว็บย่อลิงค์ ย่อ URL หรือเป็นตัวช่วยที่สำคัญมากของนักการตลาด เพราะเรามักจะมีการแชร์ลิงก์เว็บไซต์ไปยังแพลตฟอร์ม Social Media ต่าง ๆ เป็นประจำ แต่ปัญหาที่พบคือ URL เว็บไซต์ยาวมาก จนทำให้แบรนด์ดูไม่น่าเช
1641

10 เทรนด์ Content Marketing 2024 ที่นักการตลาดไม่ควรพลาด

Content Marketing คือกลยุทธ์ทางการตลาดที่ใช้ “เนื้อหา” ที่มีอยู่หลากหลายรูปแบบ มาเป็นเครื่องมือในการทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จัก กระตุ้นยอดขายให้สูงขึ้น สร้างความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์กับลูกค้า หรืออื่น ๆ
45

Target Audience คืออะไร มีกี่ประเภท มีวิธีหาอย่างไร

ถึงแม้ว่าคุณจะตั้งใจทำการตลาดออนไลน์มากแค่ไหน ทั้งสร้างคอนเทนต์ที่ดี ใส่เนื้อหาครบถ้วน โพสต์ลงในแพลตฟอร์มที่ใช่ พร้อมกับใช้กลยุทธ์ที่ดีที่สุด แต่สิ่งเหล่านี้จะมีประโยชน์อะไร ถ้าขาดสิ่งที่สำคัญที่สุดอย
41
th