1. หน้าหลัก
  2. อัปเดตการตลาด
  3. ทำเว็บไซต์ให้คนหาเจอด้วยการทำ SEO, SEM และ Google Ads
เผยแพร่เมื่อ: ตุลาคม 4, 2021 | แก้ไขเมื่อ: เมษายน 28, 2023

ทำเว็บไซต์ให้คนหาเจอด้วยการทำ SEO, SEM และ Google Ads

Table Of Contents

หากคุณทำเว็บไซต์, Blog หรือ Fanpage คุณจะต้องเคยมีคำถามขึ้นในใจว่า ทำยังไงให้คนหาเว็บไซต์เจอ หรือ ทำยังไงให้ Google เจอเว็บไซต์เรา ซึ่งสิ่งที่ตอบคำถามนี้ได้ก็คือ การทำการตลาดออนไลน์ หรือ Online Marketing ที่จะเข้ามาช่วยให้กลุ่มเป้าหมายได้ค้นพบเว็บไซต์ของเราและคลิกเข้าไปดู ซึ่งเครื่องมือทางการตลาดออนไลน์ที่นิยมใช้กันมากที่สุดและน่าจะเคยได้ยินชื่อบ่อยที่สุด ได้แก่ SEO, SEM และ Google Ads แต่เราควรเลือกใช้อะไรในการทำการตลาดให้กับเว็บไซต์ของเรา วันนี้เราจะมาทำความรู้จักถึงความแตกต่างของเครื่องมือทั้ง 3 แบบนี้

วิธีทำเว็บไซต์ให้คนหาเจอ

SEO คืออะไร?

SEO (Search Engine Optimization) คือ การทำการตลาดออนไลน์ เพื่อให้เว็บไซต์ของธุรกิจเป็นที่รู้จัก ด้วยการใช้ Keyword เป็นตัวผลักดันให้ติดอันดับการค้นหาในหน้าแรกของ Google หรือ SERP (Search Engine Result Page) เมื่อเวลาที่กลุ่มเป้าหมายค้นหาจะมีโอกาสที่จะเจอเว็บไซต์ของเราก่อนคู่แข่ง ซึ่งการค้นหาบน Search Engine แล้วเจอเว็บไซต์ของเรา จะเรียกว่า Organic หรือ Natural การทำ SEO ติดหน้าแรก ไม่ใช่เรื่องยากแต่ต้องใช้ระยะเวลาและความตั้งใจในการอัพเดตเว็บไซต์ให้ตอบโจทย์อัลกอริทึมของ Google

SEO คืออะไร
  • ข้อดีของ SEO – เสียค่าใช้จ่ายต่ำ เพราะสามารถทำเองได้ ไม่ต้องเสียเงินซื้อโฆษณา และยังสามารถหาลูกค้าได้ตรงกลุ่มเป้าหมายได้ง่าย มีผลดีในระยะยาว เพราะเป็นการสะสมความน่าเชื่อถือและการติดอันดับได้ง่ายกว่า
  • ข้อควรรู้ของ SEO – การทำ SEO เป็นการทำการตลาดระยะยาวที่ต้องใช้เวลาในการทำต่อเนื่องและสม่ำเสมอ ทั้งยังต้องใช้องค์ประกอบมากมายที่เราต้องทำควบคู่กันไป ไม่วาจะเป็นการเขียนบทความ (Content) ใส่ Keyword, การทำ Backlink, การฝากลิงก์เว็บไซต์ไว้บนเว็บไซต์อื่นๆ เป็นต้น รวมถึงต้องระมัดระวังการเลือกใช้ Keyword ให้เกี่ยวข้องกับเนื้อหา และมีปริมาณ Keyword ที่เหมาะสม เพื่อป้องกันไม่ให้ถูก Google มองว่า เราพยายามทำผิดกฎ หรือพยายามโกง (Rank Manipulation) จนทำให้ถูกจัดเป็นเว็บไซต์ที่ไม่มีคุณภาพ ทำให้ในจุดนี้หลายคนเลือกใช้บริการของผู้เชี่ยวชาญ เช่น เอเจนซี่รับทำ SEO บริษัทรับทำ SEO มาช่วยในการทำ SEO แทน
SEM และ Google Ads คืออะไร

SEM และ Google Ads คืออะไร?

SEM (Search Engine Marketing) และ Google Ads หรือ Google Adwords ต่างก็เป็นเครื่องมือทำการตลาดออนไลน์เช่นเดียวกัน แต่มีความแตกต่างกันในรายละเอียดพาร์ทเนอร์เล็กน้อย ทำให้หลายคนมองเป็นเครื่องมือตัวเดียวกัน ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิดอะไร

ในการทำการตลาดออนไลน์โดยใช้ SEM และ Google Ads จะเป็นการซื้อพื้นที่โฆษณาบนหน้า SERP เมื่อกลุ่มเป้าหมายค้นหาข้อมูลด้วย Keyword บน Search Engine ระบบจะทำการประมวลผลและดึงเอาเว็บไซต์ที่มี Keyword ตรงกันมาแสดงโดยแสดงเว็บไซต์ที่มีอันดับ SEO ดีที่สุดขึ้นก่อน การทำ SEM และ Google Ads คือการที่เราซื้อพื้นที่โฆษณาให้เว็บไซต์ที่อยู่เหนือเว็บไซต์ที่ถูกจัดอันดับเหล่านั้น ทำให้แม้ว่าเว็บไซต์ของเราจะยังไม่ติดอันดับ แต่ก็มีโอกาสขึ้นมาแสดงให้กลุ่มเป้าหมายมองเห็นในหน้าแรกได้ ซึ่งในแต่ละครั้งที่มีการกดคลิกลิงก์เว็บไซต์ที่อยู่ในพื้นที่โฆษณาที่เรียกว่า Paid Search หรือ Search Advertising เราจะต้องจ่ายค่าใช้จ่ายที่เรียกว่า PPC (Pay Per Click) หรือ ราคาจ่ายต่อคลิก

ซึ่งในส่วน Google Ads จะรวมถึงเว็บไซต์ที่เป็นพาร์ทเนอร์ของ Google (Google Display Network หรือ GDN) ซึ่งจุดนี้เองเป็นข้อแตกต่างกับ SEM เพราะเราสามารถลงโฆษณาด้วยรูปภาพหรือไฟล์ภาพเคลื่อนไหวแบบ .gif ได้ด้วย

  • ข้อดีของ SEM และ Google Ads – ใช้ระยะเวลาสั้นหากประมูล Keyword ได้ เว็บไซต์ของเราก็จะมีโอกาสไปอยู่หน้าแรกได้ง่ายๆ สามารถโฆษณาด้วยรูปภาพหรือภาพเคลื่อนไหวได้ และสามารถปรับแต่ง Keyword ได้ตลอดเวลา
  • ข้อเสียของ SEM และ Google Ads – มีค่าใช้จ่ายในการลงโฆษณาค่อนข้างสูง Keyword ยอดนิยมมีราคาค่อนข้างแพงและไม่แน่นอน จึงควบคุมค่าใช้จ่ายค่อนข้างยาก

SEO, SEM และ Google Ads สามสิ่งนี้คือสิ่งที่ควรทำควบคู่กัน โดยต้องเลือกระยะเวลาและจังหวะที่เหมาะสม เราไม่สามารถทิ้งการทำ SEO ได้เพราะเป็นการลงทุนหวังผลระยะยาวในการจัดอันดับ แต่การทำ SEM หรือ Google Ads ก็ไม่ควรทิ้ง โดยอาจเลือกช่วงที่เราต้องการทำโปรโมชั่นหรือกระตุ้นยอดผู้เข้าชมเว็บไซต์ หรือ หากลุ่มลูกค้าใหม่ๆ ในอนาคต ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับกลยุทธ์ของแต่ละธุรกิจที่ว่าจะต้องการทำในช่วงเวลาไหน

บทความที่เกี่ยวข้อง

"Craft" Content Marketing กลยุทธ์การสร้างคอนเทนต์ให้แตกต่าง

ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่ทำงานอยู่ในสายอาชีพด้านการตลาด คงจะเคยเห็นคำว่า “Content is King” ผ่านตามาบ้างไม่มากก็น้อย วลีนี้มีความหมายว่าเนื้อหา (Content) มีความสำคัญอย่างมาก จนเปรียบดั่งราชาบนโลกออนไลน์ หาก
79

Imposter Syndrome ต้องพยายามแค่ไหน ถึงจะเรียกว่าเก่ง?

Imposter Syndrome เป็นภาวะที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน ไม่ว่าคุณจะเป็นคนที่ประสบความสำเร็จมามากน้อยแค่ไหนก็ตาม เคยไหม? ผลงานออกมาดีเกินคาด ส่วนผลลัพธ์ก็ออกมาดีจนมีแต่คนชื่นชม แต่ตัวเรากลับไม่ได้รู้สึก
59

Work Life Balance เมื่อชีวิตที่ดีไม่ได้มีแค่งานที่รุ่ง

สิ่งที่คนวัยทำงานพูดถึงกันบ่อยที่สุดในช่วงไม่กี่ปีให้หลังมานี้ คงไม่พ้นเรื่องของ Work Life Balance อย่างแน่นอน ด้วยพฤติกรรมการทำงาน การเข้าร่วมสังคม และความกล้าตั้งคำถามของคนรุ่นใหม่ ทำให้หลาย ๆ คนเริ
43
th